คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

ฟาสด์ฟู้ดทำชายไทยเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นจริงหรือ?

ในปัจจุบันมีสถิติพบว่า ชายไทยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหรือปัจจัยหลักของความเสี่ยงมาจากอาหารการกิน โดยเฉพาะการกินอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีส่วนประกอบของเนย นม ชีสมาก

ประธานฝ่ายวิชาการสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันผู้ชายไทยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น โดยมีสถิติอยู่ที่ 2.5-3 รายต่อแสนประชากร จากเดิมที่โรคมะเร็งของต่อมลูกหมากจะติดอันดับหรืออยู่ในลำดับ 7-8 มาตลอด แต่ในปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้นแล้วเพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากดันสูงเป็นอันดับ 4 ของโรคมะเร็งทั่วไปในชายไทย โดยปัจจัยหนึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีนม เนย ชีสต์เพิ่มมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งต่อมลูกหมาก

  • กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีพ่อหรือพี่ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนทั่วไป 3 เท่า
  • อายุที่เพิ่มขึ้น อายุที่เสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าวัยอื่นๆ คืออายุมากกว่า 50 ปี
  • น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อ้วนลงพุง
  • พฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่เน้นไขมันสูง เนื้อแดง มากเกินไป และรับประทานผักผลไม้น้อย

สัญญาณอันตราย “มะเร็งต่อมลูกหมาก”
สัญญาณเตือนให้คุณระวังตัวจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่สามารถสังเกตได้ คือ มีการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน การปัสสาวะทำได้ลำบาก ปัสสาวะแบบกลั้น ปัสสาวะไม่หมด กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ ปวดเวลาปัสสาวะ หรือมีเลือดปนออกมา รวมทั้ง ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดหลัง ปวดกระดูก น้ำหนักลด หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัย

ตรวจพบก่อน รักษาให้หายได้ก่อน

การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก หากมีการตรวจพบโรคนี้ในระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันได้พัฒนาอย่างก้าวไกลทำให้หากเป็นในระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้และการคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยมะเร็งตั้งแต่เริ่มแรกมีผลให้อัตราการเสียชีวิตลดลง 21% และสามารถลดมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามขณะวินิจฉัยได้

วิธีรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. ระยะที่ 1-2 มะเร็งยังไม่แพร่กระจายสามารถรัษาให้หายขาดได้ ด้วยการผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด การฝังแร่รังสี
  2. ระยะที่ 3-4 เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น กระดูก ตับ ไต ปอดและต่อมน้ำเหลือง อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางรายถึงขั้นเป็นอัมพาต ทำการรักษาได้เพียงลดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมียาบางชนิดช่วยฉีดประคับประคอง

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดอาหารมัน ควบคุมคอเลสเตอรอล
  2. กินอาหารไทยที่อุดมด้วยพืช ผัก ผลไม้ที่มีไลโคปีน เช่น แตงโม มะเขือเทศสุก ผักตระกูลกะหล่ำ ผลิตภัณฑ์จากเต้าหู้และถั่วเหลือง ซึ่งจะสามารถช่วยยับยั้งโอกาสป่วยด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากได้
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอราว 6-8 ชั่วโมงต่อคืน

เทรนด์เลือกอาหาร 2019 ฉบับคนรักสุขภาพ

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง นอกจากการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก หรือการกินอาหารแบบ Intermittent Fasting ที่เป็นที่พูดถึงอยู่ตลอดปี 2019 นี้แล้ว ในปี 2020 ยังมีเทรนด์อาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

โปรตีนแทนเนื้อสัตว์ และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่
มีการประมาณการว่า มูลค่าการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในปี 2561 มีมูลค่าประมาณ 86,648 ล้านบาท โดยกลุ่มโปรตีนจากพืชและนมพืช ซึ่งเป็นอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชเมล็ดถั่ว ตลอดจนโปรตีนจากการหมักเชื้อจุลินทรีย์ มีมูลค่าประมาณ 6,321 ล้านบาท และยังคาดการณ์ว่า มูลค่าการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในปี 2562 จะมีมูลค่าประมาณ 88,731 ล้านบาท หรือมีอัตราการขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบจากปี 2561 โดยกลุ่มโปรตีนจากพืชและนมพืช จะมีมูลค่าประมาณ 6,725 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัว 6.4% ตามความนิยมบริโภคอาหารโปรตีนสูงเพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการทดแทนเนื้อสัตว์ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงการรักษาสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์

ส่วนการเกิด “เนื้อไร้เนื้อ หรือ Plant Based Food” จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ของอนาคต เนื่องจากเป็นโปรตีนที่ไม่สร้างมลพิษในขั้นตอนการผลิต ทั้งยังดีต่อสุขภาพซึ่งเป็นใจความสำคัญของการใช้ชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่โรคต่าง ๆ เริ่มพัฒนาและต่อต้านการรักษาได้มากขึ้น เมื่อประกอบกับการคาดการณ์ถึงภาวะขาดแคลนเนื้อสัตว์อันเนื่องมาจากปัจจัยของสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่ใช้มีลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เนื้อที่ใช้วิธีการปลูกขึ้นมาจึงจะกลายเป็นอาหารหลักในไม่ช้า

ลดน้ำตาล เพิ่มความหวานที่ดีต่อสุขภาพ
เพราะกระแสรักสุขภาพของภาคประชาชนและการขึ้นภาษีน้ำตาลของภาครัฐเริ่มส่งผลอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตลาดอาหารและตลาดเครื่องดื่มที่มีรสหวานเลยต้องลดการใช้น้ำตาลให้มีปริมาณที่น้อยลง มองหาแหล่งความหวานทางเลือกใหม่ที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและควบคุมต้นทุนการผลิตไปพร้อม ๆ กัน รวมไปถึงการมุ่งผลิตสินค้ารูปแบบใหม่เพื่อชิงเปิดตลาดสินค้ากลุ่มที่มีรสชาติไม่หวานก่อนแบรนด์อื่น

ในขณะเดียวกัน ก็ใช้งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความหวานที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความหวานเพื่อความรื่นรมย์ในการทานอาหารอยู่ เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างอนุภาคของน้ำตาล เพื่อให้ละลายบนลิ้นได้เร็วกว่าเดิม ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับรสชาติความหวานเท่าเดิม อาหารมีรสชาติเหมือนเดิม 100% แต่สามารถลดน้ำตาลในการผลิตได้มากถึง 40%

อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ
เป็นเทรนด์อาหารที่เกิดขึ้นมาหลายปีและจะยังคงอยู่ตามกระแสรักสุขภาพที่เป็นเมกะเทรนด์ในตอนนี้ โดยคำนึงถึงปัจจัย 5 ประการ คือ มีปริมาณน้ำตาลน้อย ไขมันอิ่มตัวต่ำ ไขมันรวมต่ำ มีใยอาหาร และมีโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดอาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพของโลกจะมีมูลค่าประมาณ 10,551 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2564 โดยกลุ่มผู้บริโภคจะเป็นกลุ่มคนรุ่น Millennial อายุ 18-34 ปี ที่รับกระแสรักสุขภาพและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรอาหารรวมไปถึงสิ่งแวดล้อม และกลุ่ม Baby Boomers ที่มีอายุ 51-69 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนโภชนาการให้เหมาะกับวัย

อาหารสำหรับผู้สูงอายุและโภชนาการแบบเฉพาะบุคคล
การเป็นสังคมผู้สูงอายุของประชากรโลก ทำให้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นจาก 900 ล้านคน ในปี 2015 เป็น 2,000 ล้านคน ในปี 2050 หรือจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 22 ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด ด้านประเทศไทย ในปี 2565 ประมาณการว่าจะมีผู้สูงวัยอายุ 70 ปี มากถึง 4.6 ล้านคน นำมาซึ่งความต้องการด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับสุขภาพ วัย และโรคประจำตัว ซึ่งจะต้องลดความหวาน เค็ม มัน เสริมโปรตีน เสริมแคลเซียม และย่อยง่าย

วัตถุดิบและส่วนผสมจากท้องถิ่น
สืบเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือความแปลกใหม่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องมองหาวัตถุดิบและส่วนผสมที่มีในเฉพาะบางพื้นที่เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรม โดยคุณค่าของความเป็นท้องถิ่นจะช่วยสร้างมูลค่าของสินค้าได้มากขึ้น ส้มบางสายพันธุ์ ข้าวบางสายพันธุ์ กล้วยบางสายพันธุ์ หรือแม้แต่การเพาะปลูกเก็บเกี่ยวและผลิตในเฉพาะบางพื้นที่ล้วนสร้างเรื่องราวและคุณค่าได้อย่างมหาศาล

เครื่องดื่มสีใส แต่งกลิ่น แต่งรส สดชื่น
เมื่อตลาดเครื่องดื่มเริ่มอิ่มตัว การสร้างสรรค์สินค้าใหม่จึงเป็นอีกทางออกที่สร้างมูลค่าได้อย่างน่าสนใจ โดย Water Plus เครื่องดื่มสีใส แต่งกลิ่น แต่งรส และให้ความสดชื่น เกิดขึ้นมาเพื่อทำตลาดใหม่ หลังจากที่ตลาดเดิมอย่างน้ำอัดลมกำลังถึงจุดอิ่มตัวจากกระแสรักสุขภาพ ซึ่งสีใสของ Water Plus จะให้ความรู้สึกว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใกล้เคียงกับน้ำเปล่า ในขณะเดียวกันก็ให้รสชาติและความสดชื่นจากการปรุงแต่งผ่านส่วนผสม โดยการแข่งขันของตลาดนี้กำลังคึกคักเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากความหลากหลายของแบรนด์บนชั้นวางเครื่องดื่มสีใสที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อ

ดื่มเพื่อสุขภาพ (บำรุงสมอง เสริมการทำงานลำไส้ และเพิ่มความงาม)
จากปัจจัยที่ผู้บริโภคเครื่องดื่มกำลังมองหาสินค้าที่มีน้ำตาลน้อยไปจนถึงไม่มีน้ำตาล แต่รสชาติ อร่อยไปพร้อม ๆ กับเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจึงถูกคิดค้นขึ้นมากมายในยุคสมัยนี้ โดยเทรนด์ที่กำลังเป็นที่นิยมคือการเพิ่มส่วนผสมเพื่อบำรุงสมองและการทำงานของระบบประสาท ซึ่งเป็นความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มวัย นอกจากนี้ การเติมโพรไบโอติกและพรีไบโอติกรวมไปถึงเส้นใยเพื่อช่วยการทำงานของระบบลำไส้ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอันเนื่องมาจากปัญหาในการทานผักและผลไม้น้อยตามไลฟ์สไตล์ที่เร่งด่วน ปิดท้ายกับการเติมส่วนผสมที่ช่วยเรื่องความสวยงามและชะลอวัย อย่างเช่น คอลลาเจน ซิงค์ วิตามินซี ที่แพร่หลายอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบัน

น้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำมะพร้าว
ปัจจุบัน ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของน้ำดื่มบรรจุขวด เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการน้ำดื่มที่สะอาดและมีคุณภาพ โดยมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ GDP และชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวน พร้อมปัจจัยหนุนจากอากาศร้อนที่ทวีความรุนแรงจากปรากฏการณ์ El Nino ทำให้น้ำดื่มบรรจุขวดเป็นที่ต้องการในตลาดเป็นอย่างมาก โดยมีน้ำมะพร้าวบรรจุขวดเป็นดาวรุ่งของวงการ จากการแจ้งเกิดแบรนด์น้ำมะพร้าวมากมายในตลาดของช่วงที่ผ่านมา และยังคงจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากแนวโน้มของตลาดน้ำมะพร้าวทั่วโลก ที่คาดว่าจะมีการเติบโตสูงถึง 26.8% ในปี 2563 และมีมูลค่าสูงถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก และอเมริกาใต้ เป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังการคาดการณ์กันอีกว่ามูลค่าตลาดน้ำมะพร้าวทั่วโลกมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นถึง 50% ภายในปี 2020

การแปรรูปแมลง
แมลงเป็นอาหารโปรตีนสูงที่สามารถบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ได้ โดยแป้งที่ได้จากการทำแมลงให้เป็นผง 100 กรัม จะให้โปรตีนได้สูงถึง 50% ในขณะที่เนื้อสัตว์อื่น ๆ จะให้โปรตีนที่ 30% เท่านั้น ที่สำคัญแมลงนั้นใช้วัตถุดิบและสร้างมลพิษให้โลกน้อยมาก โดยการเพาะเลี้ยงแมลงจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น ๆ อีกทั้งแมลงยังสามารถเพาะเลี้ยงให้เป็นอาหารที่ไร้กลูเตน เหมาะสำหรับคนแพ้กลูเตนที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน

ธุรกิจแมลงที่รับประทานได้ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (12,000 ล้านบาท) โดยเอเชียเป็นตลาดหลักในการบริโภคและส่งออก มีสัดส่วนประมาณ 40% ของโลก ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแมลงเติบโตปีละประมาณ 20% และประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลก มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำฟาร์มเพาะเลี้ยงซึ่งมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไป

สัญญาณอันตรายเตือน โรคนิ่ว

“นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นโรคที่เริ่มพบได้บ่อยมากขึ้นตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยชรา สาเหตุเกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม) หรือคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในน้ำดี ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดสมดุลของน้ำดี หากก้อนนิ่วไปอุดถุงน้ำดี อาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ และหากมีก้อนนิ่วติดค้างอยู่ที่ถุงน้ำดีเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดเป็นมะเร็งถุงน้ำดีได้

นอกจากคนที่อยู่ในภาวะอ้วน เบาหวาน ทาลัสซีเมีย โลหิตจาง และคนที่รับประทานยาลดไขมันบางชนิด จะเสี่ยงต่อโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว รู้หรือไม่ว่า อาหารการกินบางอย่างก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้อีกด้วย

ออกซาเลต สาเหตุของโรคนิ่ว
จริงๆ แล้วนอกจากโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ก้อนนิ่วยังสามารถไปอุดตันในอวัยวะอื่นๆ ได้อีก เช่น “นิ่วที่ไต” “นิ่วที่ท่อไต” “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” และ “นิ่วในท่อปัสสาวะ” สาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วอาจไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ทำให้เกิดก้อนนิ่วได้ เช่น ดื่มน้ำน้อย มีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นโรคอ้วน และมีพ่อแม่ที่เคยเป็นโรคนิ่วมาก่อน อีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดก้อนนิ่วได้ คือการบริโภคอาหารที่มีออกซาเลตสูงมากเกินไป

ออกซาเลต เป็นสารมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิดในกระแสเลือด หากรับประทานเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก ออกซาเลตจะเข้าไปตกผลึกสะสมในไต กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะอื่นๆ ใกล้เคียง อาจทำให้เป็นนิ่วได้

อาหารที่ออกซาเลตสูง ได้แก่

  • ช็อกโกแลต
  • โกโก้
  • น้ำชา
  • มันเทศ
  • ผักโขม
  • ใบชะพลู
  • ผักแพว
  • ผักเสม็ด
  • หน่อไม้
  • ผักกะโดน
  • ยอดใบมันสำปะหลัง
  • ใบชะพลู
  • หัวไชเท้า
  • ขึ้นฉ่าย
  • คะน้า
  • มะเขือ
  • แครอท
  • บอน
  • เผือก
  • องุ่นแดง
  • สตรอว์เบอร์รี
  • ผักติ้ว
  • ผักเม็ก
  • ผักหวานป่า

หากต้องกินอาหารที่มีออกซาเลตสูง ควรทำอย่างไร ?
อาหารอย่างช็อกโกแลต น้ำชา โกโก้ ไม่ควรกินมากเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป ควรสลับไปรับประทานอาหารประเภทอื่นบ้าง

หากเป็นผัก ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนกิน กินเสร็จควรดื่มน้ำตามมาก ๆ จะทำให้สารออกซาเลตตกค้างในร่างกายน้อยลง และที่สำคัญควรรับประทานผักเหล่านี้คู่กับเนื้อสัตว์ด้วย

ไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจไหม ?

ไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจไหม ?

โรคหัวใจเป็นโรคที่มีที่มีผู้ป่วยเกิดเพิ่มขึ้นในทุกๆปี และยังเป็นโรคที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆอีกด้วย มีทั้งออกมารณรงค์ สร้างแคปเปญ ก่อตั้งกลุ่ม เป็นต้น เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายที่เปิดจากโรคหัวใจนี้

หัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาพักผ่อนเหมือนอวัยวะในร่างกายส่วนอื่นๆ โดยหัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ทำงานหนัก เป็นอวัยวะที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะหรือส่วนต่างๆในร่างกายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ร่างกายนั้นได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่ตลอดสม่ำเสมอซึ้งถ้าหากว่าหลอดเลือดที่เชื่อมโยงกันอยู่นั้นมีปัญหาเกิดขึ้นหรือมีการอุตตันที่เส้นเลือดจนทำให้สูบฉีดเลือดไม่ทันหรือผิดปกติจะมีผลทำให้หัวใจของเรานั้นทำงานหนักกว่าเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะหัวใจเฉียบพลันได้ โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจนั้นส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไรที่สามารถบงบอกได้ว่าเป็นโรคหัวใจโดยโรคหัวใจนั้นมักเกิดขึ้นอย่างกระทันหันหรือเฉียบพลันเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลย โดยโรคหัวใจหรือโรคที่เกี่ยวกับหัวใจนั้นแบ่งออกได้หลากหลายประเภทแต่โรคที่พบบ่อยที่สุดคือโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โดยปัยจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจนั้นได้แก่ กรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวของเรานั้นเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็มีความเสี่ยงสูงที่เราจะเป็นโรคหัวใจเหมือนกัน เพศ จากสถิติพบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจจะสามารถพบได้ในเพศผู้ หรือผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือหมดประจำเดือนแล้วมีความเสี่ยงโรคหัวใจมากเหมือนกัน

อายุ โดยอายุก็เป็นสิ่งสำคัญหรือเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจเหมือนกัน โดยผู้คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้น จะพบได้ว่าส่วนใหญ่เป็นโรคหัวใจ และด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของคนทั่วไปในปัจจุบันนั้น ทำให้เรานั้นพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงกว่าเดิมทุกวัน ในอนาคตอาจจะเป้นช่วยอายุ 30 ปี ที่คนส่วนใหญ่เป็นโรคหัวใจก็ได้