คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

วิธีการที่เรารับมือเมื่อทารกเป็นหวัด 

เมื่อลูกน้อยเรานั้นเป็นหวัดนั้นเราต้องดูแลลูกน้อยของเรานั้นอย่างไร เพื่อที่จะให้อาการหวัดนั้นดีขึ้นได้ 

  • บรรเทาอาการนั้นด้วยยา การที่เรานั้นจะให้ลูกเรานั้นกินยาเราต้องรอให้ลูกเรานั้นครบ4 เดือนก่อนหรือว่าเรานั้นพาไปพบแพทย์เพราะว่าแพทย์นั้นจะได้ให้ยาที่ดีต่อลูกน้อยของเรา 
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด คุณพ่อคุณแม่นั้นควรที่จะเฝ้าระวังและก็สังเกตอาการของลูกน้อยเรานั้นอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อถ้าลูกน้อยเรานั้นเป็นนานเกิน 3 วัน และมีอาการที่จะรุนแรงนั้นมากขึ้นก็ควรที่จะไปพอหมอเมื่อลูกน้อยเรานั้นหายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น  อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคปอดบวม ได้ จึงควรที่พาเด็กไปพบแพทย์ หากเด็กมีอาการดังกล่าว 
  • ระบายเสมหะ  กล้ามเนื้อของทารกนั้นยังไม่แข็งแรงพอ ที่จะไอเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจ ได้อย่างมีประสิทธิจึงอาจจะมีเสมหะนั้นตกอยู่ที่คอ ดังนั้นคุณแม่นั้นอาจจะต้องช่วยในการระบายเสมหะนั้นออกเพื่อที่จะให้เด็กนั้นรู้สึกอึดอัด 
  • ล้างจมูก  เมื่อลูกน้อยนั้นมีอาการหวัดอาจทำให้ทารกคัดจมูกและหายใจนั้นติดขัดพ่อแม่นั้นสามารถที่จะล้างจมูกลูกเรานั้นได้เพราะว่าเป็นการล้างเอาเสมหะนั้นออกมาตามที่เรานั้นฉีดออก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถที่จะไปซื้อตามร้านที่อุปกรณ์ร้านขายยา ทั่วไป 
  • กระตุ้นให้ลูกดูดนม เมื่อเป็นหวัดเจ้าตัวน้อยต้องเบื่ออาหารอย่างแน่นอนดังเราก็ควรที่จะกระตุ้นลูกน้อยดูดนมอยู่เสมอ แต่ถ้าว่าลูกน้อยนั้นไม่ยอมที่จะกินนมดังนั้นเราควรที่จะพาลูกน้อยเรานั้นไปพบแพทย์เพราะว่าอาจจะเสี่ยงภาวการณ์ขาดน้ำเป็นต้น 
  • ให้ลูกน้อยเรานอนพักผ่อน  เมื่อลูกน้อยของเรานั้นไม่สบายเกิดอาการที่นอนแล้ว มีอากร ไอ น้ำมูก เสมหะ อาจจะส่งผลให้ลูกน้อยดังนั้นการที่เรานั้นปรับเปลี่ยนการนอนให้ลูกน้อยนั้นเพื่อที่จะให้ลูกน้อยนอนหลับ หรือว่าจะเป็นการอาบน้ำอุ่น หรือว่าเปิกเพลงให้ลูกน้อยเรานั้นฟัง เพื่อที่จะช่วยในการหลับนอนให้มากยิ่งขึ้น 

เมื่อไหร่ที่ควรจะพาไปแพทย์ 

แล้วถ้าเราดูแลลูกน้อยเรานั้นแล้วถ้ายังอาการไม่ดีขึ้นให้เรานั้นพาไปพบแพทย์ทันที  

  • หายใจนั้นลำบาก
  • ไม่ยอมที่จะดูดนมหรือดูดนมน้อยกว่าเดิม 
  • มีไข้นั้นสูง
  • ไออย่างรุนแรงซึ่งจะทำให้ลูกน้อยเรานั้นอาจจะเป็นโรคของไอกรนได้ 
  • มีสัญญาณของการที่ขาดน้ำเพราะว่าไม่ปัสสาวะเลยตั้งแต่ช่วง 6 ชั่วโมง เป็นต้น 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

วิตามินกับการสะสมในร่างกาย

วิตามิน อยู่ในประเภทของสารอาหารที่เรียกว่า Micronutrients หรือมีความหมายว่าสารอาหารที่ร่างกายไม่ได้จำเป็นที่จะต้องการเยอะๆ ต่างกับ Macronutrients ที่ร่างกายอยากจำเป็นที่จะต้องการเป็นจำนวนมาก

Macronutrients คืออะไร เราจะรู้จักกันในรูปของ Carbohydrates หรือ แป้ง Fats ไขมัน และ Protein โปรตีน ส่วน Micronutrients คือวิตามินที่เราพูดถึงไม่ว่าจะเป็น วิตามิน A, B หรือ วิตามิน C ซึ่งเราได้ยินกันมานาน

เรามารู้จักวิตามินที่อยู่รอบๆ ตัวเรา และประโยชน์ของมันกันดีกว่า

A: สร้างโปรตีน บำรุงสายตา รวมทั้งระบบภูมิต้านทาน

B: ช่วยทำให้ระบบประสาทการสร้างเม็ดเลือดแดงระบบเผาผลาญดำเนินงานดี

C: สร้างคอลลาเจน ต้านทานอนุมูลอิสระ

D: ช่วยซึมซับแคลเซียมและก็สร้างภูมิต้านทาน

E: ต้านอนุมูลอิสระบำรุงผิว และเส้นผม

K: ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว เวลาเกิดแผล

หมายเหตุ เนื่องจากว่าวิตามิน นั้น ร่างกายไม่ได้จำเป็นที่จะต้องการเยอะๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละวิตามินแต่ละจำพวกแต่ละบุคคล เพราะ บางคนมีลักษณะขาดวิตามินมากกว่าได้รับ ซึ่งร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแนะนำว่าก่อนที่จะทานวิตามินตัวไหนให้ปปรึกษาแพทย์ก่อน

 

ที่จริงแล้ว วิตามินสะสมในร่างกายหรือไม่

อะไรที่พวกเราได้รับเข้าไปในร่างกายนั้น ย่อมมีการถูกย่อย ซึมซับ และก็ขับออกมาตามธรรมชาติ แต่ว่าวิตามินนั้น มีสองจำพวกสำคัญๆ เป็นแบบที่ละลายในน้ำ แล้วก็แบบที่ละลายในไขมัน ซึ่งในส่วนที่ละลายในไขมัน จะสามารถถูกนำไปเก็บในตับได้สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น Vitamin A , E , D , K เป็นต้น และในส่วนของ ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำ คือ Vitamin B และ C เป็นต้น ในส่วนของวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมนุษย์เราประกอบไปด้วยน้ำ 60-70% ซึ่งน้ำภายในร่างกายพวกเรา จะถูกถ่ายออกทั้งสิ้นในเวลาราว ๆ 16 วัน และทำการ Recycle หมายความว่าร่างกายจะทำการกำจัดวิตามินที่เกินภายใน 16 วัน

ส่วนวิตามินที่ละลายในไขมันอาจจะสะสมในตับ และในเซลล์ไขมันภายในร่างกายได้ซึ่งถ้าหากไม่ได้ทานอาหารเสริมเป็นจำนวนมากก็แทบไม่สะสมเลย

หมายเหตุ  ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น vitamin C แล้วก็ B จะไม่สะสมก็จริง แต่ว่าการกินเยอะเกินไปก็ก่อให้เกิดผลกระทบได้

Vitamin C มากจนเกินไป จะก่อให้เกิดอาการตัวอย่างเช่นท้องร่วง มึนหัว คลื่นไส้ หรือเป็นนิ่วได้ รวมทั้งจะมีผลต่อการดูดซึมวิตามอินอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งจากงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพบว่ามนุษย์เรารับประทาน Vitamin C ได้ถึง 10 กรัมโดยไม่เป็นผลรุนแรงต่อสภาพทางด้าน 

Vitamin B2 มากจนเกินไป จะมีผลให้กำเนิดอาการฉี่ เป็นสีเหลือง เรียกว่าอาการ Flavinuria เกิดขึ้นมาจากสาร Riboflavin ที่ขับออกมาด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่เจอผลกระทบร้ายแรง

Vitamin B 3 มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้ส่งผลต่อตับได้

ในส่วนของวิตามินที่ละลายในไขมัน ก็เป็นผลเสียได้ด้วยเหมือนกันถ้าหากรับประทานมาก ๆ

Vitamin A ถ้าเกิดได้รับมากมายไป อาจจะมีการเกิดลักษณะของการปวดหัว ตาลายรวมทั้งผิวแห้งได้ 

Vitamin D ถ้าเกิดได้รับมากเกินไปเป็นอาจมีอาการหน้ามืด อ้วกและก็กล้ามอ่อนแรงได้ 

Vitamin E รวมทั้ง Vitamin K ถ้าได้รับมากเกินไปอาจมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดได้

วิตามินมีข้อดีมากมายและแทบไม่มีผลกระทบใด ๆ เลยถ้าหากเราไม่รับประทานแต่พอดีหรือรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารใดๆ ก็ตามหากเรารับประทานในปริมาณมากก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ไม่ต่างกัน

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

อาการเหล่านี้ที่คุณผู้ชายไม่ควรละเลยเพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคมะเร็ง

เรามาเช็คสัญญาณอาการต่อไปนี้กันดีกว่าว่าใครมีอาการแบบนี้กันบ้างซึ่งอาการที่จะแนะนำไปต่อไปนี้เป็นอาการเริ่มต้นของการเป็นโรคมะเร็งหากมีอาการเหล่านี้จึงควรรีบไปพบแพทย์

1 อ่อนเพลียซึมเศร้าแล้วยังปวดท้องร่วมด้วยสำหรับอาการนี้มักจะมีอาการที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นไปได้ยากมากยกเว้นว่าคุณกำลังป่วยซึ่งอาการนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอาจกำลังจะเป็นมะเร็งตับอ่อนได้ดังนั้นหากมีอาการข้างต้นนี้จึงควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน

2 อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว อาการนี้อาจจะไม่ใช่การเป็นโรคมะเร็งก็ได้เพราะอาจจะเป็นการเหนื่อยมาจากการทำงานหนักในชีวิตประจำวันแต่หากเราปวดเมื่อยเนื้อตัวเป็นระยะเวลานานเกินหนึ่งเดือนขึ้นไปไม่ควรที่จะละเลยปัญหานี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้

3สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านมไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมด้วยกันทั้งนั้นซึ่งถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมนี้จะพบมากในผู้หญิงแต่ผู้ชายเองก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นได้เช่นเดียวกันดังนั้นหากบริเวณเต้านมมีก้อนแข็งแข็งเกิดขึ้นอย่าได้นิ่งนอนใจให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุทันที

4 เกิดจากอาการไอมากอย่างผิดปกติหลายคนมักจะพบว่าตัวเองไอซึ่งคิดว่าอาจจะเป็นโรคไข้หวัดธรรมดาแต่หากอาการไอของคุณไม่ดีขึ้นและมีอาการยาวนานมากขึ้นตั้งแต่หนึ่งเดือนขึ้นไปคุณควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุเพราะการไออาจจะเป็นสาเหตุมาจากโรคมะเร็งปอดก็เป็นได้เพราะถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นคนที่สูบบุหรี่แต่คุณก็สามารถรับสารพิษจากควันบุหรี่มาจากคนที่สุขที่อยู่ใกล้เคียงกับคุณได้เช่นเดียวกัน

5อาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็อาจจะเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเป็นโรคมะเร็งได้ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงหากมีอาการป่วยนานนานรักษายังไงก็ไม่หายสักทีคุณไปพบแพทย์ที่ทำการตรวจสอบเพราะมันเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรืออาจจะเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆได้และยิ่งหากคุณมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งแล้วเราก็ควรจะรีบตรวจอาการทันทีเพื่อจะได้รีบรักษาอย่างเร่งด่วน 

เราจะเห็นได้ว่าอาการขั้นพื้นฐานที่เราคิดว่าไม่สำคัญแค่กินยาก็รักษาให้หายได้นั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของร่างกายที่ส่งสัญญาณเตือนมายังเราว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งดังนั้นเราจึงไม่ควรนิ่งนอนใจเมื่อมีอาการของโรคภัยที่นานเกินหนึ่งเดือนขึ้นไปกินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักทีคุณควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการเพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที

 

ขอบคุณ  แทงหวยลาว  ที่ให้การสนับสนุน

ภัยขนาดเล็กจากฝุ่นPM2.5

หลายวันที่ผ่านมานี้ทุกคนของเห็นหมอกในเช้าที่ปกคลุมไปทั่วโดยเฉพาะในกรุงเทพที่เห็นเป็นหมอกหนาเป็นอย่างมาก คงสงสัยสินะว่าทำหมกมันเยอะมากขนาดนี้ อากาศหนาวหรือ ก็ไม่นะ สภาพอากาศของประเทศไทยนั้นก็ยังคงมีอากาศร้อนเหมือนเดิม แล้วหมอกพวกนี้มันมาจากไหน ลบล้างความคิดนั้นออกไปเลย

เพราะสิ่งที่คุณเห็นว่าเหมือนหมอกที่ปกคลุมอยู่นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่หมอก แต่มันคือ กลุ่มของฝุ่นอันตรายอย่างPM2.5 ซึ่งเป็นมลภาวะที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านานแล้ว แต่หลายๆปีที่ผ่านมานั้นมันยังไม่รุนแรงถึงขั้นนี้ก็ว่าได้ เพราะสาเหตุหลักที่มันอยู่กับประเทศไทยมานั้น

มาจากการกระทำของมนุษย์อย่างเราทั้งสิ้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างเด็ดขาดนั้นก็คือการที่ต้องนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วย พร้อมกับแนวทางการจัดการจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำที่ยั่งยืน ฝุ่นPM2.5ไม่ได้มีแค่เฉพาะกรุงเทพเท่านั้นแต่ยังถูกปกคลุมไปทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลเสียที่จะไปกระทบต่อสุขภาพร่างของประชาชน เพราะฝุ่นPM2.5นี้มีขนาดที่เล็กมาก มีขนาดอนุภาคที่เล็กกว่า 2.5 ไมครอนเสียอีก

ถ้าหากทำการมองด้วยตาเปล่าก็ของจะไม่เห็นแน่ แต่ถ้ามันจำกลุ่มรวมกันกันในจำนวนที่มากๆ ก็จะเห็นเหมือนเป็นกลุ่มควัน กลุ่มหมอก ที่เราเห็นในตอนนี้นั้นเอง  ฝุ่นPM2.5นั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เพราะความที่มันขนาดอนุภาคที่เล็กจึงที่จะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและอย่างรวดเร็ว โดยที่ถ้าเราหายใจเข้าไปสู่ปอด

และซึมผ่านผนังเข้าสู่กระแสเลือด ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ นั้นก็คือ แบบเฉียบพลัน และ แบบเรื้อรัง ในส่วนของแบบเฉียบพลันนั้นจะแสดงอาการภายใน 1-2 วัน ในส่วนมากจะเกิดขึ้นกับระบบของทางเดินหายใจ คือ ไอ เจ็บคอ หายใจแล้วมีเสียงฟืดฟาด มีเลือดกำเดาไหลออกมา ถ้าหากว่าเลือดนั้นไหลลงคอจะทำให้เกิดเสมหะที่เลือดเจือปนอยู่รวมด้วย หากฝุ่นเข้าตาด้วยแล้วนั้นก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ตา ตาแดง

ถ้าหากโดนผิวหนังก็จะเกิดผื่นคัน ตุ่มขึ้น ในอีกแบบคือ แบบเรื้อรัง แบบนี้จะยังไม่แสดงผลให้เห็นชัดเจน แต่จะเป็นการสะสมของพิษในร่างกายเอาไว้ แล้วถูกแสดงผลออกมาแบบระยะยาว นั้นก็คือ เส้นเลือดในหัวใจตีบทำให้เป็นโรคหัวใจวาย หัวใจเกิดอาการเต้นปกติ เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะอัมพาตหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

การเกิดโรคมะเร็วปอดเพราะฝุ่นขนาดเล็กจะมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นควรระวัง เพราะจะทำให้เด็กในท้องคลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักน้อย มีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกัน ติดเชื้อง่าย และเสี่ยงต่อการเป็นโรคออทิสซึม โดยผลกระทบทั้งหมดนี้ที่ได้นำมาแจ้งเตือนนั้นได้รับการยืนยันที่ตรงกันจากงานวิจัยทั่วโลก 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากไม่แพ้เอชไอวี

โรคติดต่อจากการมี sex  ที่เจอมากๆ ในหมู่วัยคะนองรัก แถมสถิติคนไข้ยังเยอะขึ้นทุกๆ ปีอีกด้วย จากสรุปรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาของปี 2557 จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข พบว่า โรคติดต่อจากการมี sex   ที่สำคัญนอกจากโรคเอชไอวียังมีอีกหนึ่งโรคที่สำคัญและอันตราย สามารถส่งต่อกันได้ง่ายก็คือ โรคซิฟิลิส เราไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีโรคนี้มันอันตรายแค่ไหนกัน

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Treponema pallidum ติดต่อได้จากการมีเซ็กส์ บางครั้งอาจแสดงอาการคล้ายๆ กับโรคอื่น จนบางครั้งหลายๆ คน ก็มองข้ามไป

แค่มีเซ็กส์ก็ติดได้หรอ?

ถูกต้องค่ะ เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ว่าจะทางทวารหนัก ช่องคลอด ปาก แน่นอนว่าติดได้ทุกเพศ และเพียงแค่ Oral sex ก็ไม่รอดจากเชื้อนี้ ถ้าหากคุณได้สัมผัสกับแผลซิฟิลิสโดยตรง นอกจากนี้ผู้หญิงที่มีครรภ์ก็สามารถส่งต่อโรคไปยังลูกได้ 

 

ที่ไหนบ้างที่จะไม่ติดซิฟิลิส?

เชื้อซิฟิลิสจะไม่สามารถติดต่อผ่านทางต่อไปนี้ได้

  • การนั่งโถส้วม 
  • ลูกบิดประตู
  • สระว่ายน้ำ 
  • อ่างอาบน้ำ 
  • เสื้อผ้า 
  • ช้อนส้อม
  • และอื่นๆ

ถึงแม้ว่าซิฟิลิสจะดูเป็นโรคที่ติดง่ายเหลือเกิน แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะว่ามันติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น 

ลักษณะที่จะแสดงออกเมื่อติดเชื้อ 

  • มีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ตรงรอบๆ ที่ได้ไปสัมผัสเชื้อ 
  • บางทีอาจเจอแผลที่อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือริมฝีปาก ซึ่งบางทีแผลดังกล่าวอาจไม่ได้เจ็บเสมอไป และอาจสามารถหายเองได้ใน 1 เดือน 

แม้แผลจะหายแล้ว แต่เชื้อยังคงอยู่ในกระแสโลหิต ถ้าเกิดเราไม่ได้สนใจแล้วปล่อยไว้

  • อาจมีผื่นสีน้ำตาลขึ้นตามฝ่ามือ-เท้า แต่ไม่คัน 
  • ตรงไหนของร่างกายที่ไม่สะอาดก็จะมีหูดขึ้น ตัวอย่างเช่น จั๊กกะแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ 
  • บางทีอาจมีอาการผมร่วงเป็นกระจุกๆ

ถ้าเกิดรุนแรงขึ้น เชื้ออาจลุกลามทำลายอวัยวะภายใน ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ สมอง อาจทำให้ตาบอด หรือกระดูกหักง่าย

ซิฟิลิสกับเอชไอวี เป็นโรคที่มักจะมาคู่กัน

บางครั้งหากเราเป็นหนึ่งในสองโรคนี้ เมื่อตรวจหาอีกโรคหนึ่งก็มักจะพบเสมอ แผลซิฟิลิสเป็นตัวการที่คอยถ่ายทอดเชื้อหรือรับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (เอชไอวี) ได้ง่ายมากๆ ถึง 2-5 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีแผล ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะป้องกันได้

กระบวนการรักษา

หากผู้ป่วยรู้ตัวเร็วและมารักษาในระยะต้น จะรักษาง่ายมากๆ 

  • ใช้ยาฆ่าเชื้อโรคชนิดเพนนิซิลินฉีดครั้งเดียว

สำหรับผู้ที่เป็นมานานมากกว่า 1 ปี 

  • จะต้องฉีดยาเรื่อยๆ  ซึ่งในผู้ที่แพ้ยาตัวปกติก็จะใช้ยาตัวอื่น 

การรักษาจะยับยั้งการทำลายอวัยวะภายในร่างกาย แต่ว่าไม่อาจจะรักษาอวัยวะที่ถูกทำลายไปแล้วได้

หากผู้ป่วยซิฟิลิสอยู่ในระหว่างการรักษาจะต้องงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ sex ทุกประเภท จนกว่าจะหายดี หากตรวจพบว่าเป็นซิฟิลิสจะต้องแจ้งให้คุณแฟนหรือคู่นอนของคุณทราบเสมอ เพื่อนำเขามาทำการตรวจและรักษาด้วย โรคซิฟิลิสมียาสำหรับการรักษาโดยเฉพาะ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงก็ควรที่จะมาตรวจให้เรียบร้อย เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

สารอาหารสำหรับกล้ามเนื้อ

เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่าหลายคนเริ่มหันมาดูแลตัว ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ รักสุขภาพมากขึ้น แน่นอนแหละว่าเพราะปัจจุบันนั้นโลกเราเปลี่ยนไปมาก

ที่มาพร้อมกับเชื้อโรคหลากหลายสายพันธุ์ที่เราไม่สามารถมองมันเห็นด้วยตาเปล่าแน่นอน ยิ่งบางโรคที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆนั้นยังหาสาเหตุไม่ได้ และไม่มีการรักษาที่จะสามารถทำให้หายได้ จึงเป็นที่น่ากลัวของใครหลายๆคนในปัจจุบันนี้ เทรนการออกกำลังกายและการทานอาหารจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายคนเริ่มใส่ใจกับการทานอาหารมากขึ้น

เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น ร่างกายของเรานั้นนอกจากที่เข้าใจว่า การที่หัวใจยังเต้น คือการมีชีวิตอยู่ ความคิดนี้คงไม่พอ ถ้าหากร่างกายเราปราศจากกล้ามเนื้อ ที่คอยรองรับแรง และ การยืดหยุ่นของร่างกาย กล้ามเนื้อนั้นคุณคิดว่ามันไม่หายไปไหนใช่ไหม

แต่คุณคิดผิดนะ หากร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อในร่างกายคุณก็จะสามารถหายไปได้เช่นกัน ฉะนั้นแล้วคุณควรทานอาหารที่ประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อไว้มากๆและทานในปริมาณเหมาะสม แหล่งอาหารของกล้ามเนื้อนั้นได้แก่ อาหารประเภทโปรตีน

ซึ่งในกลุ่มคนเพราะกาย หรือ กลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ได้ออกมาพูดถึงการทานโปรตีนที่เหมาะสมที่ให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอที่จะนำไปซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามในแต่ละวัน ซึ่งได้มีการออกมาว่า การทานโปรตีนให้เพียงพอต่อกล้ามเนื้อนั้น จะต้องทานโปรตีนให้เท่ากับน้ำหนักตัว เห็นประโยคนี้คงจะตกใจกันเลยว่า จะต้องกินโปรตีนเยอะขนาดนั้นเลยหรือ ความคิดท่าโปรตีนนั้นมาจากเนื้อสัตว์นั้น ให้ลบความคิดนี้ไปก่อน

เพราะแหล่งอาหารที่มีโปรตีนอาศัยอยู่นั้นไม่ได้มาจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์อย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากถึงน้ำหนักตัวคุณ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นคุณอาจจะอ้วนแทนก็เป็นไปได้ สงสัยกันแล้วใช่หรือไม่ว่าอาหารที่นอกจากเนื้อสัตว์แล้วมีอะไรอีกบ้างที่เป็นแหล่งสะสมของโปรตีน

บทความนี้เราเลยจะนำอาหารที่มีโปรตีนที่จำเป็นต่อกล้ามเนื้อให้ได้ทราบกัน ดังนี้

  1. ไข่ได้ โดยเฉพาะไข่ขาว ที่มีสารอาหารของโปรตีนอาศัยอยู่เยอะมาก ในส่วนของไข่แดงนั้นพยายามหลีกเลี่ยง โดยทานเพียงแค่ 1-2 ลูกเท่านั้น เพราะในไข่แดงมีคอเลสตอรอลสูง ซึ่งต่างจากไข่ที่เท่าไหร่ก็ได้
  2. อกไก่ ในร่างกายการของไก่นั้น อกไก่คือแหล่งโปรตีนชั้นดี ที่มีไขมันน้อยที่สุด และอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายอย่าง ไนอาซิน วิตามินB6 ธาตุเหล็ก ธาตุซิลิเนียม ธาตุซิงค์
  3. นม นมเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเหมือนกัน มีโปรตีนที่สูงอย่าง เวย์ และ เคซีน ซึ่งในนมนั้นมีวิตามิน แร่ธาตุ คาร์โบไฮเดรตและไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย
  4. ปลา โดยเฉพาะปลาแซลมอน ที่มีโปรตีนสูงมาก ที่มีรดไขมันโอเมก้า3 วิตามินB โปรตีนคุณภาพสูง แมคนีเซียม ซิลิเนียม แคลเซียม และธาตุเหล็ก ที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
  5. ควินัว บางคนอาจจะไม่รู้จัก แต่มันคือพืชที่มีโปรตีนสู.และแคลิรี่ที่ต่ำ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆที่กำลังลดหุ่นเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อนั้นลีนและมีหุ่นที่สวยงาม
  6. ถั่ว ในถั่วนั้นเต็มไปด้วยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พร้อมกับไฟเบอร์สูงที่จะมีส่วนช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้อีกด้วย
  7. เมล็ดแฟล็กซ์ หลายคนไม่คุ้นเคยกับมัน แต่มันเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีในการสร้างกล้ามเนื้อ และยังช่วยลดไขมันในร่างกาย
  8. มันหวาน สามารถทานอิ่มได้แทนมื้ออาหารเลยก็ว่าได้ ในกลุ่มของคนลดน้ำหนักก็ชอบทานมันหวาน เพราะมีไฟเบอร์สูง โพแทสเซียม คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน 

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

ยาลดสัดส่วน ลดได้จริงหรือ

เพราะในยุคปัจจุบันนั้นเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า รูปลักษณะภายนอกนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งแรกที่คนอื่นจะมองเห็น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ความรัก การทำงาน ส่วนใหญ่แล้วนั้นบุคลิกภาพภายนอกจะเป็นสิ่งแรกที่ถูกพิจารณามากที่สุด เชื่อเลยว่าหลายๆคนคงจะมีความกังวลในเรื่องนี้ ทำให้ต้องให้มาดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายให้ดีมากยิ่งขึ้น คนยุคใหม่หรือคนในยุคสมัยนี้นั้นชอบความเร่งรีบ ต้องเห็นผลไว

โดยตัวเลือกของการลดน้ำหนัก ลดหุ่น หรือลดสัดส่วนบางจุดที่อยากลดนั้นก็หันไปพึ่ง ยา ซึ่งเป็นยาที่ถูกขายแล้วอ้างสรรพคุณว่าสามารถลดเอว ลดต้นขา ลดน่อง ได้ ยิ่งการที่มีภาพรีวิวหรือภาพผลลัพธ์ก่อนทานและหลังทานมาประกอบนั้น จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นได้ดีมากยิ่งขึ้น

หากคุณได้หลงเข้าไปซื้อนั้นเท่ากับว่าคุณกลายเป็นเหยื่อการตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากคุณได้ทำการศึกษาเอาไว้จะพบว่า การลดสัดส่วนแบบเฉพาะนั้นไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าตัวไหนก็สามารถเข้าไปช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้ ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันโดยแพทย์เรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันในร่างกาย

การที่เราออกกำลังกายนั้นเป็นการเผาผลาญไขมีนในร่างกายก็จริง แต่เราไม่อาจทราบได้เลยว่าร่างกายได้นำเอาไขมันในส่วนของร่างกายออกมาใช้เป็นพลังที่ถูกเผาผลาญไป เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะจุดได้ แล้วท่าออกกำลังกายที่บอกลดขาลดเอวละคืออะไร นั้นเป็นท่าการออกกำลังที่จะช่วยให้ส่วนๆนั้นเฟิร์มขึ้น สร้างกล้ามเนื้อแทนไขมันเท่านั้น แต่อย่างไรมันก็ยังดีกว่าการทานยาที่อ้างสรรพคุณเกินจริง เพราะในความเป็นจริงแล้วยาเหล่านั้น

ไม่ได้สารอะไรที่จะเข้าช่วยในการเผลาญไขมันเลย แต่ส่วนประกอบหลักของยาเหล่านี้นั้นมีส่วนประกอบของสารกดประสาทลงไปด้วย สารตัวนี้จะเข้าไปกดประสาทของคุณ ที่คุณเคยมีความเชื่อว่าทานยาแล้วไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกอยากอาหารนั้นแท้จริงแล้ว ยากดประสาทตัวนี้ได้เข้าไปครอบงำความคิดของคุณให้ไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกอยากเพียงเท่านั้น

จะทำให้คุณบอกตัวเองว่าคุณนั้นไม่หิว แต่ความจริงแล้วนั้นร่างกายของคุณกำลังหิวกำลังต้องสารอาหาร แล้วแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้คือคุณจะผอมจริงๆ ซึ่งคุณก็จะบอกว่ายามันได้ผลนะ ใช่มันได้ผลเพราะมีส่วนประกอบของยากดประสาทอยู่นั้นเอง คุณจะผอมแบบร่างกายขาดสารอาหาร โทรม และระบบภายในร่างกายพัง ร่างกายจะคุ้นชินกับการทานของคุณแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ที่คุณลับมาทานปกติอาจจะทำให้คุณมีน้ำหนักและสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นแล้วการดูแลสุขภาพที่ดีควรทำให้ถูกวิธี ถึงแม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานแต่ผลลัพธ์มันก็จะอยู่กับเรานานเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

คอลลาเจนผง หรือสารเคมีทำร้ายร่างกายกันแน่

ในขณะนี้ความชื่นชอบการกินคอลลาเจนผงกำลังเป็นที่นิยม ทั้งเหล่าศิลปิน ดารานางแบบทั้งหลายแหล่ ทำให้มีการโฆษณาชวนเชื่อของคุณประโยชน์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด งามใสไม่ต้องฉีด ด้วยคอลลาเจนเปปไทด์แท้ เพียงคุณชงดื่ม รสเสมือนน้ำผลไม้ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีหน้าขาวใสขึ้นใน 7 วัน เพียงคลิ๊กด้วยปลายนิ้วคุณก็สามารถหาซื้อมารับประทานกันได้แล้ว

นพ.กฤษดา ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ และ นพ.ปิยะวงศ์ เศรษฐวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญจาก Skeyndor Clinic มีความเห็นตรงกันว่า เพียงแค่ดื่ม “คอลลาเจนผง” แล้วผิวขาวจั๊วะ ไม่เป็นเรื่องจริง เพราะว่า จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้า ทำการวิจัยพบว่าการที่จะนำคอลลาเจนมาใช้จำต้องผ่านการฉีด หรือการใช้งานเครื่องมือด้านการแพทย์สนับสนุนไออนให้นำคลอลาเจนส่งผ่านเข้าไปในร่างกาย หรือการร้อยไหม การยิงเลซอร์ เพื่อกระตุ้นให้คลอลาเจนตื่นตัว

แม้กระนั้นการใช้คอลลาเจนกับแต่ละบุคคลจะต้องมีการตรวจเช็คให้มั่นใจก่อนว่าเป็นผู้ที่แพ้โปรตีนหรืออาหารทะเลไหม ถ้าหากเจอบุคคลกลุ่มนี้ก็ไม่สามารถที่จะใช้คลอลาเจนได้
นพ.กฤษดา ได้ชี้แจงว่าคอลลาเจนก็คือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตั้งแต่เส้นผม เล็บ กล้าม เนื้อ หนัง ล้วนแล้วแต่เป็นคอลลาเจนร่วมกันทั้งปวง ด้วยเหตุนี้คอลลาเจนก็คือ ตัวพวกเรา แล้วโปรตีนที่อยู่ในสัตว์อื่นๆ ก็เช่นกัน แม้กระนั้นที่นิยมกันขณะนี้เป็นการสกัดคอลลาเจนจากปลาสมุทรน้ำลึก ซึ่งชอบประชาสัมพันธ์กันว่า คอลลาเจนผงจากปลาสมุทรน้ำลึก หรือไม่ก็คลาลาเจนจากหอยปุก คอลลาเจนบริสุทธิ์ อื่นๆ อีกมากมาย เพื่อผู้ซื้อได้มีความเห็นว่าเป็นของที่หายาก ส่วนใหญ่ในการประชาสัมพันธ์เน้นว่าเป็นคอลลาเจนจากปลาสมุทรน้ำลึก อธิบายคุณประโยชน์หลากหลาย แต่หาได้บอกถึงจุดด้วยที่จะตามมาแต่อย่างใด แต่ว่าข้อเสียที่สาวๆ ทั้งหลายแหล่ควรที่จะทราบก่อนทจะทำการตัดสินใจเลือกบริโภค คือ

• อาจทำให้เกิดอาการอาเจียน อ้วก แต่ว่าถ้าหากเจอผู้ที่มีลักษณะแพ้มากๆ จะกำเนิดอาการบวม แน่นหน้าอก จนกระทั่งถึงขั้นหายใจไม่ออกได้เลย ด้วยเหตุดังกล่าวผู้ที่แพ้อาหารทะเล ก็เลยไม่สามารถที่จะใช้คอลลาเจนที่สกัดจากปลาสมุทรน้ำลึกได้

• คอลลาเจนจากปลาสมุทรน้ำลึก มักจะพบเจอสารเจือปนพวกโลหะหนักที่ติดมาจากสมุทรน้ำลึก อาทิเช่น พวกตะกั่ว ปรอท ฯลฯ

แม้กระนั้นในบุคคลที่ไม่มีอาการแพ้ ใช่ว่าจะไม่มีอันตราย ถ้าหากรับประทานทุกๆ วัน ไตทำงานมาก มิได้พักจะเจอปัญหาไตทำงานมากจนกระทั่งถึงขั้นไตวายได้ แพทย์ปิยะตระกูลได้ชี้แจงว่าการรับประทานคลอลาเจนระยะยาว มีสิทธิ์ไตพังทลาย เพราะการจะรับประทานให้ขาวไม่เพียงแค่คลอลาเจนแค่นั้นแต่ว่ามีการผสมสารกลูตาไธโอนเข้าไปด้วย เพื่อกระตุ้น ส่งผลให้มีการเกิดผลข้างคียงอย่างมาก เพราะว่ากลูต้าไธโอนก็คือสารปรอทดีๆนี่เอง ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้เกิดการปรับสีผิวให้ขาว แต่คงขาวได้ในเวลาไม่นาน แม้กระนั้นในระยายาว อาจจะส่งผลให้ให้ตับและไตของเราพังได้ ถ้ารับประทานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือเกินกว่านั้น บางทีอาจเกิดภาวะไตวายได้

ผลกระทบของผู้ที่รับประทานคอลลาเจนผง จะมีลักษณะอาการหน้ามืด อาการวูบ และความดันลด ลุกขึ้นยืนมาหน้ามืดเวียนหัว แม้กระนั้นที่น่าวิตกคือ คลอลาเจนผงเหล่านี้ส่วนใหญ่จะผสมคาเฟอีน กับน้ำตาลฟรุกโตส เพื่อผู้ที่ดื่มรู้สึกกระชุ่มกระชวย ร่างกายไม่อ่อนแรง ก็เลยไม่ทราบถึงผลที่จะตามมา

หากพวกเราปรารถนาที่จะเสริมคอลลาเจน ขอแนะนำให้รับประทานคอลลาเจนจากธรรมชาติน่าจะดีมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น การกินปลานึ่งมะนาว ได้ทั้งคลอลาเจนแล้วก็วิตามินซี ซึ่งเมื่อเปรียบกับคอลลาเจนผง คุณอาจจะได้คลอลาเจนไม่ถึง 1เปอร์เซ็น แต่คุณอาจจะได้รับสารตะกั่ว รวมทั้งสารปรอท มาเป็นของแถมแทนนะคะ

เพราะฉะนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลายที่ต้องการจะรับประทานอะไรสักอย่างเพื่อความสวยสดงดงาม ควรจะคิดถึงผลกระทบในทางที่ไม่ดีตามมาด้วยนะคะ ว่าสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปมันให้คุณประโยชน์หรือโทษกันแน่

สุดอันตรายโรคช็อกโกแลตซีสต์

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคอันตรายที่เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน
รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี อธิบายว่า ช็อกโกแลตซีสต์ หรือ ถุงน้ำช็อกโกแลต ที่ในทางการแพทย์เรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ สาเหตุของการเกิดช็อกโกแลตซีสต์ในผู้คนส่วนใหญ่ จะเกิดจากการที่ประจำเดือนส่วนหนึ่งไหลย้อนไปทางปีกมดลูก แล้วเข้าไปฝังตัวที่อื่นๆ โดยนำเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเข้าไปด้วย เมื่อเซลล์นี้ไปฝังตัวอยู่ที่อวัยวะไหนก็จะเกิดถุงน้ำขึ้นที่อวัยวะนั้น ส่วนมากเราจะพบจุดเกิด ช็อกโกแลตซีสต์บ่อยๆได้ในรังไข่ แต่ถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกจะไม่กลายเป็นซีสต์ ทว่าจะกลายเป็นพังผืดหรือก้อนในกล้ามเนื้อมดลูกแทน อันตรายของช็อกโกแลตซีสต์ ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน ต้องอาศัยการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจหาและเฝ้าระวัง ดังนั้นสาวๆ จึงควรหมั่นไปตรวจสุขภาพประจำปีกันนะคะ

อาการเตือนกลุ่มเสี่ยง “ช็อกโกแลตซีสต์”
1. มีประจำเดือนบ่อยกว่าปกติ (ระยะห่างของรอบเดือนที่สั้น คือ น้อยกว่า 28 วัน)

2. ประจำเดือนมีปริมาณมากผิดปกติเป็นประจำ

3. อยู่ในภาวะมีบุตรยาก

4. มีบุตรช้า

5. พันธุกรรม หากเคยมีเครือญาติเคยป่วยเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์ คุณจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมากกว่าคนปกติ 6-10 เท่า)

อาการของโรคช็อกโกแลตซีสต์
– อาการปวดท้องมากเมื่อมีประจำเดือน
– อาจมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับการมีประจำเดือน ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างละเอียด

โรคที่ไม่ควรมองข้ามเป็นโรคเกี่ยวกับความดันโลหิตและไขมันพอกตับ

โรคต่างๆเราไม่ควรละเลย ยิ่งเป็นโรคที่เป็นอัตรายมากๆอย่างเช่นโรคไขมันพอกตับหรือโรคที่เกี่ยวกับความสดันโลหิตด้วยแล้วยิ่งไม่ควรมองข้ามเข้าไปใหญ่ เพราะมันสามารถฆ่าเราแบบเงียบๆโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆเลย

โรคความดันโลหิตเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการอะไรให้เราทราบได้ล่วงหน้า หากเรามีการตรวจพบว่าเราเป็นโรคเหล่านี้แต่ก็อย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด เราควรไปพบแพทย์เป็นประจำละควรที่จะไม่ละเลยในการดูแลรักษาตัวเอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหากเป็นโรคนี้แล้วจะไม่มีอาการที่ร้ายแรงอะไร จึงทำให้เรามักมองข้ามและปล่อยปะละเลย อย่ากลัวสิ้นเปลืองในการที่จะเข้าพบแพทย์เพราะผลเสียที่เราปล่อยปะละเลยไม่รักษามันหนัก

สาเหตุหรือปัจจัยหลักที่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

กรรมพันธุ์ ซึ่งหากมีใครที่เป็นโรคนี้มีอยู่ในครอบครัว เราก็อาจเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ เพราะเป็นตามสายเลือดที่ส่งทอดมาถึงกัน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นทุกคน เพราะในครอบครัวนั้นอาจมีแค่บางคนที่สามารถเป็นได้ ซึ่งมันเป็นการเสี่ยงที่จะเป็นและไม่เป็นก็ได้เช่นกัน และเพราะเหตุนี้หากคนในครอบครัวหรือบรรพบุรุษของเรมีใครเป็นเราก็ควรป้องกันด้วยการไปพบแพทย์เพื่อป้องกันหรือตรวจหาเชื้อ เพื่อจะได้ดูแลเนิ่นๆ

สภาพแวดล้อม การเป็นโรคเหล่านี้สภาพแวดล้อมคือส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆไม่ใช่แค่โรคความดันโลหิตสูงเท่านั้น แต่ยังมีโรคต่างๆอีกเป็นพันๆโรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของเรา ดังนั้นเราควรดูแลด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด โดยเฉพาะรสที่เค็มเกินไปหรือหวานเกินไป เราไม่ควรเครียด หรืองดการสูบบุหรี่ แน่นอนไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอลล์ หากเลิกไม่ได้ก็ควรกินในบริมาณที่น้อยลง

เนื่องจากมีโรคความดันโลหิตสูงสามารถพบได้กับทุกคนแต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโรคความดันโลหิตต่ำ ซึ่งถ้าความดันที่ต่ำเราจะเรียกชื่อเขาว่าสภาวะความดันโลหิตต่ำ

สาเหตุที่จะเกิดสภาวะโลหิตต่ำได้นั้นก็ต่อเมื่อร่างกายของเรามีการขาดน้ำ อาทิเช่น เสียเลือดมาก สภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อนแบบจัดๆ ซึ่งความดัดโลหิตที่วัดค่าได้ 90/60 มม. ปรอท มันไม่ได้ศื่อว่าเราจะเป็นเสียทั้งหมด บางคนคิดว่าการที่เรามีอาการหน้ามืด เวียนศีรีษะบ่อยครั้ง นั้นคืออาการของความดัน ซึ่งสาเหตุหลักๆเกิดจากการที่เราไม่ออกกำลังกาย และหลักการที่บอกว่าเบียร์ช่วยแก้รักษาอาการได้นั้น ต้องบอกว่าผิดนะ ควรไปรักษาอาการเหล่านั้นกับแพทย์จะดีกว่า