เรื่องทั้งหมดโดย admin

วิตามินกับการสะสมในร่างกาย

วิตามิน อยู่ในประเภทของสารอาหารที่เรียกว่า Micronutrients หรือมีความหมายว่าสารอาหารที่ร่างกายไม่ได้จำเป็นที่จะต้องการเยอะๆ ต่างกับ Macronutrients ที่ร่างกายอยากจำเป็นที่จะต้องการเป็นจำนวนมาก

Macronutrients คืออะไร เราจะรู้จักกันในรูปของ Carbohydrates หรือ แป้ง Fats ไขมัน และ Protein โปรตีน ส่วน Micronutrients คือวิตามินที่เราพูดถึงไม่ว่าจะเป็น วิตามิน A, B หรือ วิตามิน C ซึ่งเราได้ยินกันมานาน

เรามารู้จักวิตามินที่อยู่รอบๆ ตัวเรา และประโยชน์ของมันกันดีกว่า

A: สร้างโปรตีน บำรุงสายตา รวมทั้งระบบภูมิต้านทาน

B: ช่วยทำให้ระบบประสาทการสร้างเม็ดเลือดแดงระบบเผาผลาญดำเนินงานดี

C: สร้างคอลลาเจน ต้านทานอนุมูลอิสระ

D: ช่วยซึมซับแคลเซียมและก็สร้างภูมิต้านทาน

E: ต้านอนุมูลอิสระบำรุงผิว และเส้นผม

K: ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว เวลาเกิดแผล

หมายเหตุ เนื่องจากว่าวิตามิน นั้น ร่างกายไม่ได้จำเป็นที่จะต้องการเยอะๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละวิตามินแต่ละจำพวกแต่ละบุคคล เพราะ บางคนมีลักษณะขาดวิตามินมากกว่าได้รับ ซึ่งร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแนะนำว่าก่อนที่จะทานวิตามินตัวไหนให้ปปรึกษาแพทย์ก่อน

 

ที่จริงแล้ว วิตามินสะสมในร่างกายหรือไม่

อะไรที่พวกเราได้รับเข้าไปในร่างกายนั้น ย่อมมีการถูกย่อย ซึมซับ และก็ขับออกมาตามธรรมชาติ แต่ว่าวิตามินนั้น มีสองจำพวกสำคัญๆ เป็นแบบที่ละลายในน้ำ แล้วก็แบบที่ละลายในไขมัน ซึ่งในส่วนที่ละลายในไขมัน จะสามารถถูกนำไปเก็บในตับได้สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น Vitamin A , E , D , K เป็นต้น และในส่วนของ ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำ คือ Vitamin B และ C เป็นต้น ในส่วนของวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมนุษย์เราประกอบไปด้วยน้ำ 60-70% ซึ่งน้ำภายในร่างกายพวกเรา จะถูกถ่ายออกทั้งสิ้นในเวลาราว ๆ 16 วัน และทำการ Recycle หมายความว่าร่างกายจะทำการกำจัดวิตามินที่เกินภายใน 16 วัน

ส่วนวิตามินที่ละลายในไขมันอาจจะสะสมในตับ และในเซลล์ไขมันภายในร่างกายได้ซึ่งถ้าหากไม่ได้ทานอาหารเสริมเป็นจำนวนมากก็แทบไม่สะสมเลย

หมายเหตุ  ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น vitamin C แล้วก็ B จะไม่สะสมก็จริง แต่ว่าการกินเยอะเกินไปก็ก่อให้เกิดผลกระทบได้

Vitamin C มากจนเกินไป จะก่อให้เกิดอาการตัวอย่างเช่นท้องร่วง มึนหัว คลื่นไส้ หรือเป็นนิ่วได้ รวมทั้งจะมีผลต่อการดูดซึมวิตามอินอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งจากงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพบว่ามนุษย์เรารับประทาน Vitamin C ได้ถึง 10 กรัมโดยไม่เป็นผลรุนแรงต่อสภาพทางด้าน 

Vitamin B2 มากจนเกินไป จะมีผลให้กำเนิดอาการฉี่ เป็นสีเหลือง เรียกว่าอาการ Flavinuria เกิดขึ้นมาจากสาร Riboflavin ที่ขับออกมาด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่เจอผลกระทบร้ายแรง

Vitamin B 3 มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้ส่งผลต่อตับได้

ในส่วนของวิตามินที่ละลายในไขมัน ก็เป็นผลเสียได้ด้วยเหมือนกันถ้าหากรับประทานมาก ๆ

Vitamin A ถ้าเกิดได้รับมากมายไป อาจจะมีการเกิดลักษณะของการปวดหัว ตาลายรวมทั้งผิวแห้งได้ 

Vitamin D ถ้าเกิดได้รับมากเกินไปเป็นอาจมีอาการหน้ามืด อ้วกและก็กล้ามอ่อนแรงได้ 

Vitamin E รวมทั้ง Vitamin K ถ้าได้รับมากเกินไปอาจมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดได้

วิตามินมีข้อดีมากมายและแทบไม่มีผลกระทบใด ๆ เลยถ้าหากเราไม่รับประทานแต่พอดีหรือรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารใดๆ ก็ตามหากเรารับประทานในปริมาณมากก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ไม่ต่างกัน

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ทางขจัดความขี้เกียจให้ออกไปจากตัวเรากันเถอะ

มาหาทางแก้ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย  อ่อนล้า อ่อนเพลีย  อิดโรยง่าย และรวมถึงมาหาทางขจัดความขี้เกียจให้ออกไปจากตัวเรากันเถอะ

  1. นอนให้ตรงเวลา ตื่นให้ตรงเวลา เพื่อสนับสนุนให้ระบบในร่างกายดำเนินการได้อย่างปกติ เพราะการตื่นนอนให้เป็นเวลาในเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่เพลีย
  2. การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอกับที่ร่างกายของคนเราต้องการนั้น ควรนอนอย่างน้อยประมาณวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อวันหากนอนนอนกว่านั้นจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียได้
  3. ควรบังคับช่วงเวลาการนอนของตัวเองให้ได้ว่าต้องนอนก่อน 22.00 น.  และการตื่นนอนก็ควรจะต้องตื่นนอนก่อน 07.00 น. 
  4. พยายามไม่กินของมันและของทอด เพราะอาหารทั้งสองประเภทนี้หากมีการกินเข้าไปมากมากจะมีผลให้ร่างกายนอนหลับยาก หรือบางคนกินแล้วจะนอนไม่ค่อยหลับ
  5. มื้อเย็นไม่สมควรรับประทานมากเกินไป เนื่องจากจะก่อให้ระบบย่อยทำงานหนักมากเกินไป จนกระทั่งนำมาซึ่งการทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือบางครั้งหลับแต่ก็หลับไม่สนิท และยังส่งผลให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ไม่รู้สึกสดชื่นแจ่มใส 
  6. รับประทานผักและก็รับประทานผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ เพราะเหตุว่ามีวิตามินแล้วก็แร่ธาตุที่สำคัญสำหรับเพื่อการดำเนินการของระบบประสาทและก็สมอง
  7. หากต้องการให้ร่างกายมีความสดชื่นตลอดเวลา ต้องมีการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อที่ร่างกายต้องการ โดยควรจะกินประมาณ 1.5 ลิตรขึ้นไปหรือประมาณ วันละ 6-7 แก้ว 
  8. ในแต่ละวันควรหากิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นให้สมองมีการทำงาน มีการคิดบ้าง
  9. การสูบบุหรี่หรือแม้แต่กินเหล้าจะทำให้ร่างกายอ่อนล้า เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ดังนั้นเมื่อรู้ข้อเสียอย่างนี้แล้วจึงควรลดการกินเหล้าสูบบุหรี่ลงบ้างหรือถ้าเป็นไปได้ก็เลิกได้เลยยิ่งดี
  10. พยายามอย่านำความเครียดเข้ามาในหัวสมองให้มาก พยายามอย่างคิดมาก เรื่องงานก็เครียดเฉพาะที่ทำงานเท่นั้น ไม่ควรนำมาเครียดต่อบ้าน ควรหาเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อที่สมองจะได้ไม่ล้าจนเกินไป

นี่คือการแก้ไขปัญหาอาการเหนื่อยล้าให้กับร่างกายกรณีที่เราเหนื่อยจากการที่ต้องทำงานอย่างหนักแต่จะไม่รวมการแก้ไขอาการเหนื่อยล้าที่เกิดจากความขี้เกียจของตัวเองนะคะ อันนั้นต้องแก้ที่จิตใจ แต่การที่ใครหลายคนขี้เกียจจนไม่อยากจะทำงานอะไรนั้น

ก็อาจมาจากผลจากการทำงานมาอย่างหนักจนจิตใจรู้สึกเหนื่อยและต้องการอยากพักผ่อนก็ได้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นก็ให้มันกลับมาทำตาม 10 ข้อที่ว่านี้ก็จะสามารถช่วยให้ร่างกายหายจากอ่อนล้า และกลับมาขยันทำงานขึ้นได้ค่ะ

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยออนไลน์ เว็บไหนดี

อาการเหล่านี้ที่คุณผู้ชายไม่ควรละเลยเพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคมะเร็ง

เรามาเช็คสัญญาณอาการต่อไปนี้กันดีกว่าว่าใครมีอาการแบบนี้กันบ้างซึ่งอาการที่จะแนะนำไปต่อไปนี้เป็นอาการเริ่มต้นของการเป็นโรคมะเร็งหากมีอาการเหล่านี้จึงควรรีบไปพบแพทย์

1 อ่อนเพลียซึมเศร้าแล้วยังปวดท้องร่วมด้วยสำหรับอาการนี้มักจะมีอาการที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นไปได้ยากมากยกเว้นว่าคุณกำลังป่วยซึ่งอาการนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอาจกำลังจะเป็นมะเร็งตับอ่อนได้ดังนั้นหากมีอาการข้างต้นนี้จึงควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน

2 อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว อาการนี้อาจจะไม่ใช่การเป็นโรคมะเร็งก็ได้เพราะอาจจะเป็นการเหนื่อยมาจากการทำงานหนักในชีวิตประจำวันแต่หากเราปวดเมื่อยเนื้อตัวเป็นระยะเวลานานเกินหนึ่งเดือนขึ้นไปไม่ควรที่จะละเลยปัญหานี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้

3สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านมไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมด้วยกันทั้งนั้นซึ่งถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมนี้จะพบมากในผู้หญิงแต่ผู้ชายเองก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นได้เช่นเดียวกันดังนั้นหากบริเวณเต้านมมีก้อนแข็งแข็งเกิดขึ้นอย่าได้นิ่งนอนใจให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุทันที

4 เกิดจากอาการไอมากอย่างผิดปกติหลายคนมักจะพบว่าตัวเองไอซึ่งคิดว่าอาจจะเป็นโรคไข้หวัดธรรมดาแต่หากอาการไอของคุณไม่ดีขึ้นและมีอาการยาวนานมากขึ้นตั้งแต่หนึ่งเดือนขึ้นไปคุณควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุเพราะการไออาจจะเป็นสาเหตุมาจากโรคมะเร็งปอดก็เป็นได้เพราะถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นคนที่สูบบุหรี่แต่คุณก็สามารถรับสารพิษจากควันบุหรี่มาจากคนที่สุขที่อยู่ใกล้เคียงกับคุณได้เช่นเดียวกัน

5อาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็อาจจะเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเป็นโรคมะเร็งได้ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงหากมีอาการป่วยนานนานรักษายังไงก็ไม่หายสักทีคุณไปพบแพทย์ที่ทำการตรวจสอบเพราะมันเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรืออาจจะเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆได้และยิ่งหากคุณมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งแล้วเราก็ควรจะรีบตรวจอาการทันทีเพื่อจะได้รีบรักษาอย่างเร่งด่วน 

เราจะเห็นได้ว่าอาการขั้นพื้นฐานที่เราคิดว่าไม่สำคัญแค่กินยาก็รักษาให้หายได้นั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของร่างกายที่ส่งสัญญาณเตือนมายังเราว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งดังนั้นเราจึงไม่ควรนิ่งนอนใจเมื่อมีอาการของโรคภัยที่นานเกินหนึ่งเดือนขึ้นไปกินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักทีคุณควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการเพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที

 

ขอบคุณ  แทงหวยลาว  ที่ให้การสนับสนุน

5 เหตุผลที่ควรดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำนั้นมีประโยชน์ ต่อร่ายกายแทบทั้งสิ้นที่ทางการแพทย์แล้วกล่าวไว้ว่าทางที่ดีที่สุด คือดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำที่มีอุณหภูมิห้องมากว่าที่จะดื่มน้ำเย็น แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบการดื่มน้ำอุ่น ดังนั้นวันนี้เราจึงมาให้ความรู้กับข้อดีที่คนเราจะได้รับหากดื่มน้ำอุ่นมาฝากกันค่ะ

  1. ช่วยกระตุ้นเรื่องของการนอน สังเกตใหม่ว่าก่อนที่เราจะนอน คุณแม่มักจะอุ่นนมอุ่นอุ่นมาให้เราทาน แทนที่จะเป็นนมที่แช่อยู่ในตู้เย็น เพราะการกินอะไรอุ่นอุ่นจะช่วยให้ร่างกายของเราอบอุ่น ดังนั้นการดื่มน้ำอุ่นก่อนเข้านอนก็จะช่วยในเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน
  2. ช่วยเรื่องของผิวพรรณให้เหี่ยวช้าลง เพราะการดื่มน้ำอุ่นจะเข้าไปช่วยขับไล่สารพิษให้ออกจากร่างกาย ซึ่งในสารพิษที่มีอยู่ในร่างกายบางชนิดก็เป็นสาเหตุให้เราแก่เร็วมีริ้วรอยง่าย ดังนั้นการขับสารเหล่านี้ออกไปจะช่วยให้เราไม่แก่เร็วและผิวพรรณเปล่งปลั่งได้อีกด้วย
  3. ช่วยในการปรับสมดุลการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น  การที่เราดื่มน้ำอุ่นเข้าไปมันจะไปช่วยละลายไขมันที่เกาะอยู่ตามภายในของร่างกาย ดังนั้นเมื่อน้ำอุ่นเข้าไปขับไล่ไขมันเหล่านั้นและไปกระตุ้นการเผาผลาญให้ดีขึ้นแล้ว เลือดในร่างกายก็จะไหลเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากการกินน้ำเย็น เพราะหากเรากินน้ำเย็นมากเกินไปนั้นจะมีผลส่งให้เส้นเลือดอุดตันได้ ซึ่งเรามักจะพบเห็นเส้นเลือดอุดตันในรูปแบบของอาการเส้นเลือดขอด
  4. ช่วยลดอาการปวดรอบเดือนของสาวสาวได้  จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนมักจะกินน้ำอุ่นและงดดื่มน้ำเย็นกัน นั่นก็เพราะว่าน้ำอุ่นที่ดื่มเข้าไปจะไปส่งผลเกี่ยวกับ การยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดของการมีรอบเดือนของสาวสาวได้เป็นอย่างดี 
  5. ช่วยในการชำระล้างสารพิษออกจากร่างกาย   การที่เราดื่มน้ำอุ่นเข้าไปในจะทำให้ร่างกายอบอุ่นและหากดื่มมากก็จะทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น จึงมีการขับอุณหภูมิความร้อนออกจากร่างกายในรูปแบบของเหงื่อ ซึ่งเหงื่อที่ร่างกายขับออกมานี้จะนำพาสารพิษที่มีอยู่ในร่างกายออกมาด้วย และหากอยากจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ลองดื่มน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะช่วยในเรืองของการขับสารพิษแล้ว ยังจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้อีกด้วย

เห็นประโยชน์ดีดีที่พวกเราควรหันมาดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็นกันบ้างหรือยังค่ะ หากใครที่ไม่สะดวกที่จะดื่มน้ำอุ่นอาจจะเริ่มต้นจากการดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องไปก่อนก็ได้แล้วค่อยปรับเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น เชื่อเถอะว่าการดื่มน้ำอุ่นมีประโยชน์กับร่างกายของเราอย่างมาก 

 

สนับสนุนโดย  ตรวจเอดส์ไม่เจอ

โรคระบาด

ในต้นปี2020 ที่ผ่านมานั้นมีการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้น แต่คงจะไม่ใช่โรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เพราะในอดีตโลกนี้นั้นเคยเผชิญกับโรคระบาดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยล้านคนมาแล้ว แต่ไม่ว่าโรคระบาดเหล่านี้นั้นจะมีความรุนแรงแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วนั้นมนุษย์ก็สามารถเอาชนะและก็สามารถที่จะผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายเหล่านั้นมาได้นั่นเอง

ถ้าหากมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วนั้นหลายโรคระบาดที่เคยร้ายแรง เราสามารถนำมาปรับเป็นบทเรียนและแก้ปัญหาและฝ่าวิกฤตโรคระบาดโควิด19ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องโรคระบาดโควิด19นั้นมีบทวิเคราะห์และเปรียบเทียบว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมนุษย์ได้มีการรับมือกับโรคระบาดอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น โรคระบาดของไข้หวัดสเปนเมื่อประมาณ100ปีที่ผ่านมา

และในการระบาดตอนนั้นทำให้เกิดการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลเลยทีเดียว ไข้ทรพิษก็เป็นโรคระบาดที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ3ร้อยล้านคนเลยทีเดียว ดังนั้นเราอาจจะมีการเรียนรู้บทเรียนในอดีตและนำมาปรับใช้กับการระบาดของโควิด19หรืออาจจะสามารถนำไปปรับใช้กับอนาคตถ้าหากเกิดโรคระบาดอื่นๆได้ด้วย

ซึ่งไข้ทรพิษนั้นได้มีการประกาศว่าเป็นโรคระบาดที่ได้หมดไปจากโลกใบนี้แล้วแต่ว่าโลกของเรานั้นก็ได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาแล้ว และผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างและมนุษย์นั้นใช้วิธีหรือแก้ไขอย่างไรในการรับมือกับโรคระบาดเหล่านี้

ซึ่งก็มีบทวิเคราะห์ออกมาจากนักประวัติศาสตร์นักปรัชญาชื่อดังชาวอิสราเอลที่มีการถอดบทเรียนในอดีตว่ามีการรับมือกับโรคระบาดอย่างได้ผลควรจะเป็นอย่างไรและต้องดำเนินไปทิศทางไหนบ้างที่จะสามารถแก้ไจปัญหาโรคระบาดเหล่านี้ได้ ความเห็นของนักประวัติศาสตร์คนนี้นั้นได้สะท้อนให้เห็นว่าโรคระบาดนั้นสามารถแพร่ไปได้ทั่วโลก

แม้แต่ในยุคที่โลกยังไม่มีเครื่องบินหรือเรือสำราญ เช่นการแพร่ระบาดของกาฬโรค ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกลว้างจากเอเชียตะวันออกไปยังยุโรปตะวันตกในช่วงเวลาที่ไม่ถึงสิบปีและทำให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ดังนั้นสิ่งที่เป็นบทเรียนและสามารถที่หยุดการแพร่กระจายของโรคระบาดของโรคในอดีตนั้น ก็คือ การปิดพรมแดนต่างๆเป็นเวลานานหรือการปิดอย่างถาวรนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมดสะทีเดียว เพราะโรคระบาดนั้นไม่ได้รู้จักพรมแดนหรือขอบเขต

เพราะโรคระบาดสามารถแพร่เชื่อได้อย่างไร้ขอบเขตนั่นเอง ถึงแม้ว่าจะมีการปิดประเทศและตัดขาดจากโลกภายนอกนั้นก็ไม่สามารถทำให้เอาชนะโรคระบาดนี้ได้ และที่แน่นอนว่ามนุษย์นั้นไม่สามารถใช้ชีวิตโดยการปิดประเทศได้นานด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่จะสามารถช่วยหยุดการแพร่ระบาดได้ก็คือ

กรแบ่งปันความรู้ข้อมูลความเข้าใจในโรคระบาดเหล่านี้และการให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้มนุษย์นั้นสามารถเข้าใจและป้องกันให้ตัวเองนั้นลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและแพร่เชื้อนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

มาทำความรู้จักกับ Computer Vision Syndromeกันเถอะ

          Computer Vision Syndrome หรือ CVS หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เป็นภาวะที่ระบบประสาทตาเหนื่อยล้า ตาพร่า ตาแห้งและเกิดการระคายเครื่อง ซึ่งอาจรวมไปถึงการปวดไหล่ ปวดหลังและปวดหัว เนื่องจากมีการจ้องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์

หรืออุปกรณ์ดิจิทัลทุกชนิดเป็นเวลานานๆ ซึ่งอาการนี้เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่กล่าวได้ว่าใครก็ตามที่เล่นพวกอุปกรณ์ IT นานๆจะมีอาการแบบนี้ทุกคน ยิ่งถ้าหากมีการจ้องคอมพิวเตอร์ในบริเวณที่มีแสงสว่างน้อยหรือมีการนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้องก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้เร็วขึ้น

          แม้ยังไม่หลักฐานอะไรมายืนยันแน่ชัดได้ว่าอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆรวมถึง คอมพิวเตอร์ ท็อปแลต มีผลต่อดวงตาในระยะยาวหรือไม่ แต่การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไปนานๆก็มีผลทำให้สายตามของคุณเหนื่อยล้า ตาแห้งและระคายเคืองได้

รวมถึงมีปวดคอ ปวดหลัง ปวดหัวและอาจมองเห็นภาพซ้อนได้ ซึ่งถ้าคนเป็นผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อยู่และมีอาการดังข้างต้น แนะนำควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

          สำหรับโรค CVS นี้เกิดจากที่เราต้องใช้ดวงตาจ้องมาตัวหนังสือหรือรูปภาพเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ การที่เราจ้องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานๆก็ทำให้สายตาของเราเกิดความระคายเคืองและตาแห้งได้ด้วย

           สำหรับโรค CVSนี้อายุก็มีผลด้วยยิ่งอายุมากความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ก็สูงขึ้นด้วย และถ้าหากคุณมีอาการที่กล่าวไปเมื่อตอนต้นทางแพทย์จะมีการสอบถามถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อประเมินว่าคุณมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นโรคนี้ หรือผู้ป่วยบางรายอาจจะได้รับการตรวจสุภาพตาได้ เพื่อที่จะได้ทราบอาการและวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม

หากพบว่าเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมหรือ มีอาการ CVS มีขั้นตอนในการดูแลตัวเองดังนี้ 

– ทุกครั้งที่มีการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล ควรมีการพักสายตาในการใช้งานทุกๆ 20 นาทีด้วยการมองออกไปข้างนอกประมาณ 20 ฟุต ซึ่งมีรหัสว่า 20-20-20

– ทุกครั้งที่มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกๆ 2 ชั่วจะต้องหยุดพักสายตาหยุดเล่นคอมฯเป็นเวลา 15 นาที

– พยายามกระพริบตาบ่อยๆเพื่อให้น้ำตาไหลออกมาเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตา

-ควรปรับตัวหนังสือที่หน้าจอเพื่อให้ได้เห็นได้ชัดเจนขึ้น

หากว่าคุณมีโรคอื่นที่เป็นควบคุมกับโรค CVS แนะนำทำการรักษาโรคอื่นๆก่อนเพราะ CVS สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้

เนื่องจากอาการของ CBS ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง เพียงแต่จะทำให้ร่างกายอ่อนล้า ไม่ค่อยมีสมาธิเท่านั้นเอง ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ก็ใช้วิธีเดียวกันกับการรักษาคือ ไม่จ้องคอมพิวเตอร์นานเกินไปและนั่งให้ถูกลักษณะ หมั่นกระพริบตามและหยุดพักสายตาบ่อย แค่นี้คุณก็ไม่เป็นคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมแล้ว

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

ลาบเลือดหมู

ปกติการไปงานบุญบ้านในภาคอีสาน  สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ในเมนูอาหาร และ ร้อยละ 100 ขาดไม่ได้   มีเหล้าขาวขวดเล็ก กับแกล้มยอดนิยมอันดับ 1 ใน 3 ภพ ลาบเลือดแบบดิบ ๆ เน้นขม ๆ อะไรประมาณนี้

ชาวอีสานบ้านเรา ไปค้าขาย ในต่างจังหวัด จะอยู่ในพิกัด ภูมิภาคใด ก็เอาวัฒนธรรม การกิน นำไปด้วย ร้านอาหารจึงมีให้เห็นมากมาย เน้นประชาสัมพันธ์ชื่อจังหวัด  ร้านลาบอุบล  ร้านลาบยโส  ร้านลาบร้อยเอ็ด เป็นต้น

ซึ่งเมนูที่กล่าวมาข้างต้น ก็นี้หนีพ้น ลาบ ก้อย ที่เน้นการปรุงแบบดิบ สำหรับ คอเหล้าขาว และกลุ่มชอบทานอาหารป่า

ในช่วงโรคระบาด ที่บอกได้เลยว่า เป็นโรคติดต่ออันดับ 1 ที่ระบาดไปทุกส่วนของโลก จนทุกภาคส่วนต้องหันหน้าเข้ามาใช้ ความรู้ความสามารถ ในการหาวิธีการยับยั้ง การแพร่ระบาดจากคนสู่คน โดยในข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า เชื้อไวรัสโคโรน่า ติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จากประเด็นนี้จึงเป็นข้อพึงระวังอันดับตัน ที่เราต้องรู้จักป้องกันการระบาดจาก

ต้นทางสู่ปลายทาง หรือจากสัตว์ ซึ่งเราทุกคนได้รับเข้ามา จากการทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นั่นคือ เราจึงต้อง งดอาหารดิบ และอาหารประเภทเนื้อสัตว์ป่า โดยเฉพาะการปรุงสำเร็จ โดยปราศจากการผ่านความร้อนในอุณหภูมิ ที่เหมาะสม

ทางการแพทย์มีการระบุข้อมูล ในช่วงของการเฝ้าระวัง บุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ไม่เพียงต้องดูแล การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ไม่ให้เป็นตัวแพรเชื้อ โดยเฝ้าระวัง ไม่ให้ ป่วย โดยสิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุด ตั้งแต่ตื่นนอน คือ การเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก

หลีกเลี่ยงการทานอาหารประเภทดิบ  และในช่วงนี้ การเข้าสู่สังคม พบปะติดต่อร่วมงาน การรับประทานอาหารที่ เคยเป็นปกติวิสัยของชาวอีสาน หั่นเนื้อไปด้วย 1 ชิ้น จับเข้าปาก ด้วย 1 ชิ้น สำหรับพ่อครัว แม่ครัว ที่เราได้พบเห็นแทบจะทุกงานเทศกาล และอีกประเด็นของคนร่วมงานประเพณี ของชุมชนอีสาน 1 ช้อน ลาบดิบ ก็ต้องมีเหล้าขาว 1 แก้วเล็ก ๆ โดยทานร่วมกัน ใน วงเหล้า

มีข่าวออกมาอย่างชัดเจน และมีข้อพิสูจน์จากทางการแพทย์ การใช้ของร่วมกัน โดยเฉพาะ แก้วน้ำ ที่ผ่านจากบุคคลที่ใช้แล้วนำไปใช้ต่อกัน จะมีสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรค ปะปนไปด้วย บอกได้เลยว่างานนี้ จากการแพร่  1 คน ติดต่อได้เป็นทวีคูณ

ดังนั่น ช่วงนี้เราทุกคน ต้องมีการป้องกันตัว ให้ได้มากที่สุด ถือเป็นการช่วยชาติวิธีหนึ่ง หากเป็นไปได้การเข้างานบุญ ประเพณี ก่อต้องงดไปร่วม ตามระเบียบคำสั่ง ของทางราชการ และที่ต้องเน้น ในวินาทีนี้ การทานอาหารดิบ เป็นอีกหนึ่งทางที่ มีโอกาสเสี่ยง โรคโควิด 19 เช่นกัน

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

บริจาคเลือด

       หลายคนชื่นชอบการทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นมาจากความสบายใจหลังจากที่ได้ทำแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการทำบุญในบางรูปแบบมันสามารถที่จะช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นได้ด้วย

อย่างเช่นการบริจาคเลือดก็ถือเป็นการทำบุญในรูปแบบของการให้เพื่อนำไปช่วยเหลือคนที่ขาดเลือดหรือมีความต้องการเลือด อีกทั้งการทำบุญดีที่สุดนั่นก็คือการที่เราได้ช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง 

        เลือด หรือโลหิตนั้น เป็นของเหลวที่มีสีแดง โดยเลือดจะไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดทั่วทั้งร่างกายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งหากคนเรามีการเสียเลือดไปในปริมาณที่มากก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ หรือถ้าไม่มีเลือดเข้าไปทดแทนเลือดที่เสียไปได้ทันเวลาก็จะทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน โดยหน้าที่ที่สำคัญของเลือดก็คือทำการนำส่งก๊าซออกซิเจน

จากที่บริเวณปอดไปส่งยังเซลล์ส่วนต่างๆที่อยู่ทั่วร่างกาย และทำการนำส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากในเซลล์เนื้อเยื่อมาส่งที่ยังบริเวณปอด เพื่อที่จะได้ทำการขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไปและนอกจากนี้แล้วเลือดนั้นยังได้มีการทำหน้าที่นำส่งสารต่างๆ

อย่างเช่น นำส่งกรดอะมิโน นำส่งฮอร์โมน นำ วิตามินไปส่งยังเซลล์ต่างๆที่อยู่ทั่วในร่างกายด้วย อีกทั้งยังนำของเสียต่างๆจากเซลล์นั้นไปขับให้ออกไปจากร่างกายเช่น การนำส่งยูเรียให้ไปขับออกที่ไต เป็นต้น 

        เนื่องจากว่าเลือดนั้นเป็นสิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่อาจที่จะสามารถสร้างขึ้นได้เองจากภายนอก ดังนั้นแล้วการที่จะให้ความช่วยเหลือผู้มีอาการบาดเจ็บที่มีการเสียเลือดไปในปริมาณที่มากให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้นั้นจึงมีเพียงวิธีการเดียวก็คือการใช้เลือดของคนอื่นนำมาถ่ายให้กับผู้บาดเจ็บซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่า “การให้เลือด” แต่เป็นเพราะว่ายังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนหนึ่งที่มีการเข้าใจผิดอยู่

เกี่ยวกับเรื่องของการบริจาคเลือด จึงส่งผลให้มีการเกิดความขาดแคลนเลือดในหลายๆสถานพยาบาลอยู่บ่อยๆจึงทำให้มีการเชิญชวนให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาแต่ละคนได้เข้ามาช่วยกันบริจาคเลือด โดยในปัจจุบันก็มีการเปิดรับบริจาคเลือดจากสภากาชาดไทย

และนอกจากนี้ทางสภากาชาดไทยเองก็ยังมีหน่วยเคลื่อนที่เพื่อไปเปิดบริการในการรับบริจาคเลือดจากผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ไม่สะดวก หรือสามารถที่จะเดินทางไปบริจาคเลือดได้เองที่สภากาชาดไทยได้อีกด้วย โดยบุคคลที่สามารถจะบริจาคเลือดได้นั้น

จะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์ปกติดี และจะต้องมีอายุระหว่าง 18-60 ปี ซึ่งก่อนที่จะมีการบริจาคเลือดได้นั้นทางอาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญ หรือพยาบาลจะทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่จำเป็นให้กับเราเช่น ทำการวัดอุณหภูมิของร่างกาย มีการวัดชีพจร วัดความดันโลหิต และวัดความเข้มข้นของเลือด แต่สำหรับคนที่มีโรคที่อาจถ่ายทอดไปยังคนไข้ได้ผ่านทางเลือดอย่าง คนที่เป็นโรคตับอักเสบหรือดีซ่านนั้น จะไม่สามารถทำการบริจาคเลือดได้

        เมื่อทราบอย่างนี้แล้วใครที่ไม่เคยได้ลองบริจาคเลือดก็ควรที่จะได้บริจาคดูสักครั้ง เพราะนอกจากจะเป็นการทำบุญที่ได้ความสบายใจแล้ว การบริจาคเลือดยังเป็นสิ่งที่ดีที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถือเป็นการส่งต่อชีวิตและน้ำใจที่มากล้นเกินกว่าจะหาคำบรรยายถึงน้ำใจแห่งการให้เช่นนี้ได้

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

สกินแคร์สำหรับผู้ชาย

การใช้สกินแคร์นั้นจะสามารถช่วยดูแลผิวหน้าของผู้ชายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นแล้วผู้ชายควรจะให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลผิวหน้าก็จะทำให้หน้าเรานั้นดูเด็ก อ่อนกว่าวัย และยังช่วยทำให้ผิวหน้าของเราแข็งแรงไม่หยาบกระด้างอีกด้วย โดยการใช้สกินค์สำหรับผู้ชายนั้น

ก็อาจจะต้องมีการเลือกสิ่งที่เหมาะกับผิวหน้าและไลฟ์สไตล์ของตัวเราเองด้วย ว่าเรานั้นต้องการสิ่งที่จะช่วยบำรุงอย่างไรบ้างเพื่อให้ผิวหน้าของเรานั้นดีขึ้นนั่นเอง

และการใช้สกินแคร์นั้นควรมีการแบ่งออกเป็นช่วงเวลาด้วยคือการใช้ในช่วงเวลาเช้าและการใช้ในช่วงเวลาก่อนนอน การแบ่งช่วงเวลานั้นก็เพื่อให้เกิดผลลัพธ์กับผิวหน้าของผู้ชายอย่างสูงสุดนั่นเอง

เริ่มจากช่วงเช้าอาจจะเลือกสกินแคร์ที่ไม่ได้เน้นอะไรมากหรือการบำรุงมาก อาจจะเน้นแค่ทาแล้วรู้สึกให้ผิวมีความชุ่มชื้นในการที่เราจะออกไปเผชิญกับอากาศภายนอกนั่นเอง การบำรุงขั้นแรกนั้นก็จะเริ่มจากเซรั่มและเซรั่มที่แนะนำสำหรับผู้ชายก็คือ Lancome Advanced Genifique  นั่นเอง

ซึ่งเซรั่มตัวนี้นั้นเป็นสูตรใหม่ที่มีการผสมที่มีความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อการบำรุงอย่างล้ำลึกนั่นเอง โดยเซรั่มตัวนี้นั้นจะช่วยในการฟื้นฟูผิวที่เสียอย่างล้ำลึกสำหรับผู้ชายที่ทำงานหนักและนอนดึกหน้าโทรมบอกเลยว่าตัวนี้เอาอยู่อย่างแน่นอนเพราะจะทำให้เมื่อทาไปแล้วหน้าดูสดใสเปล่งปลั่งเหมือนคนที่นอนครบ8ชั่วโมงยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว

นอกจากนี้แล้วนั้นเซรั่มตัวนี้จะรู้สึกได้ทันทีตั้งแต่ครั้งแรกทีใช้เลยทีเดียวและจะค่อยๆเห็นผลที่ดีตามมาด้วยและเป็นเซรั่มที่ซึมไวมากๆ ไม่ทำให้เกิดการเหนียวเหนอะหนะสบายหน้าจึงเป็นสิ่งที่ใช้ในตอนกลางวันได้และเหมาะกับผู้ชายที่ต้องการความสดชื่อนให้กับหน้าในตอนเช้าอย่างมาก

สกินแคร์สำหรับกลางคืนที่แนะนำและเหมาะกับผู้ขายก็คือ Estee Lauder Advanced Night Repair เซรั่มที่เป็นตำนานมาก โดยช่วงกลางคืนนั้นเราจะเน้นเพื่อการบำรุงและซ่อมแซมผิวหน้าจากช่วงกลางวันที่อาจจะยังไม่ได้รับการบำรุงที่เพียงพอนั่นเอง และเซรั่มตัวนี้นั้นนอกจากใช้กลางคืนได้ผลดีแล้วก็สามารถใช้ในช่วงกลางวนได้ด้วย

ถ้าหากไม่อยากซื้อหลายๆอย่างก็สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่อาจจะต้องมีการทาครีมป้องกันลงไปด้วย โดยในการใช้ช่วงกลางคืนนั้นเซรั่มตัวนี่จะช่วยบำรุงให้ผิวเรานั้นแข็งแรงและดูสุขภาพหน้าดีด้วย โดยตัวนี่นั้นจะเหมาะสำหรับผู้ชายอย่างมาก

เพราะจบทุกปัญหาในตัวเดียวนั่นเอง จะไปช่วยในเรื่องการซ่อมแซมผิว เมื่อตื่นมาก็จะสัมผัสได้ถึงผิวหน้าที่ได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่นั่นเอง ทำให้เวรั่มตัวนี้นั้นเป็นตัวทีครองใจผู้ชายหลายๆคนนั่นเอง

นอกจากการใช้เซรั่มเพื่อบำรุงผิวสำหรับผู้ชายแล้วนั้นการดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะไปช่วยเสรอมสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น

คลอโรฟิลล์และการรักษาเอดส์

การรักษาโรคเอดส์หรือเชื้อเอชไอวีนั้น เราจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ในการรักษานั้น จะเป็นการรับประทานยาในการต้านเชื้อไวรัสหรือเพื่อที่จะยับยั้งไวรัสจนหายไปไหนที่สุด แต่ในปัจจุบันนี้เริ่มมีการนำสารสกัดจากธรรมชาติ มามีส่วนร่วมในการทำยารักษาโรคต่างๆอย่างมากเช่นกัน

อย่างที่เราสามารถเห็นได้ชัดและอาจจะเห็นในการใช้ในการรักษาโรคต่างๆอย่างมาก นั่นก็คือคลอโรฟิลล์นั่นเอง ถือว่าเป็นการนำวิธีการรักษาจากธรรมชาติที่ได้ผลการรักษาที่ดีอย่างมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ในการนำไปใช้ในการรักษาโรคต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นแบบการรับประทานหรือแบบการใช้ทาบริเวณต่างๆในร่างกาย ก็ทำให้ได้ผลที่ดีขึ้นมาได้เช่นกัน ในการรักษาทางด้านต่างๆ จากการใช้คลอโรฟิลล์นี้

การใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาเอดส์

เราจะเห็นได้ว่าในการรักษาส่วนใหญ่ จะเป็นการใช้ยารับประทาน การใช้คลอโรฟิลล์นั้นก็ใช้ระประทานเช่นกัน แต่เป็นสิ่งที่ทำมาจากธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นน้ำสีเขียวๆข้นๆ โดยวิธีการใช้รักษาก็คือการรับประทานคลอโรฟิลล์แบบเพียวๆ ตามที่หมอสั่ง เพราะการที่กินคลอโรฟิลล์เพียวไม่ผสมน้ำนั้น จะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรือเป็นโรคเอดส์นั้น ได้รับสารสกัดทีเข้มข้นจากตัวคลอโรฟิลล์นี้ ในการกัดกินเชื้อต่างๆ

ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยแน่นอน เพราะเคยมีการใช้คลอโรฟิลล์ สำหรับผู้ป่วยเอดส์ที่ติดเตียงมาแล้วและสามารถที่จะรักษาให้ผู้ป่วยสามารถหายเป็นปกติได้และสามารถที่จะกลับมาทำงาน กลับมาใช้ชีวิตประจำวันของเราได้เหมือนเดิม

โดยการรักษาผ่านคลอโรฟิลล์นี้ โดยการรับประทานเป็นประจำโดยตามแพทย์สั่งว่าควรรับประทานขนาดไหน รับประทานเวลาใดและสามารถที่จะใช้ทาบริเวณแผลต่างๆที่เกิดผลบนร่างกายของเราได้เช่นกัน เพราะตัวคลอโรฟิลล์นี้ จะทำหน้าที่ในการกัดเชื้อต่างๆให้หมดไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์มีอย่างมาก ในเรื่องของการรักษาโรคต่างๆ จนในปัจจุบันนี้ในบางโรงพยาบาลได้มีการนำคลอโรฟิลล์นั้น มีการมาร่วมใช้ในการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองกับผู้ป่วยโรคต่างๆได้ แต่ก็มีหลายๆ

คนอาจจะไม่เชื่อว่าสารสกัดจากธรรมชาตินั้น จะสามารถที่จะรักษาโรคต่างๆที่ค่อนข้างมีความร้ายแรงได้จริงเหรอ แต่ในปัจจุบันนี้มีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสารสกัดจากธรรมชาตินั้นหรือเรียกกันว่าคลอโรฟิลล์ มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆจริงๆ

สามารถที่จะรักษาผู้ป่วยที่เป็นเอดส์หายจริงๆ ถ้าหากเรารู้ถึงสรรพคุณของการใช้งาน เราจะเห็นได้ว่ามีประโยชน์อย่างมากในการรักษาร่างกายของมนุษย์อย่างมาก

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv