เรื่องทั้งหมดโดย admin

สัญญาณอันตรายเตือน โรคนิ่ว

“นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นโรคที่เริ่มพบได้บ่อยมากขึ้นตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยชรา สาเหตุเกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม) หรือคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในน้ำดี ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดสมดุลของน้ำดี หากก้อนนิ่วไปอุดถุงน้ำดี อาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ และหากมีก้อนนิ่วติดค้างอยู่ที่ถุงน้ำดีเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดเป็นมะเร็งถุงน้ำดีได้

นอกจากคนที่อยู่ในภาวะอ้วน เบาหวาน ทาลัสซีเมีย โลหิตจาง และคนที่รับประทานยาลดไขมันบางชนิด จะเสี่ยงต่อโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว รู้หรือไม่ว่า อาหารการกินบางอย่างก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้อีกด้วย

ออกซาเลต สาเหตุของโรคนิ่ว
จริงๆ แล้วนอกจากโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ก้อนนิ่วยังสามารถไปอุดตันในอวัยวะอื่นๆ ได้อีก เช่น “นิ่วที่ไต” “นิ่วที่ท่อไต” “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” และ “นิ่วในท่อปัสสาวะ” สาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วอาจไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ทำให้เกิดก้อนนิ่วได้ เช่น ดื่มน้ำน้อย มีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นโรคอ้วน และมีพ่อแม่ที่เคยเป็นโรคนิ่วมาก่อน อีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดก้อนนิ่วได้ คือการบริโภคอาหารที่มีออกซาเลตสูงมากเกินไป

ออกซาเลต เป็นสารมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิดในกระแสเลือด หากรับประทานเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก ออกซาเลตจะเข้าไปตกผลึกสะสมในไต กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะอื่นๆ ใกล้เคียง อาจทำให้เป็นนิ่วได้

อาหารที่ออกซาเลตสูง ได้แก่

  • ช็อกโกแลต
  • โกโก้
  • น้ำชา
  • มันเทศ
  • ผักโขม
  • ใบชะพลู
  • ผักแพว
  • ผักเสม็ด
  • หน่อไม้
  • ผักกะโดน
  • ยอดใบมันสำปะหลัง
  • ใบชะพลู
  • หัวไชเท้า
  • ขึ้นฉ่าย
  • คะน้า
  • มะเขือ
  • แครอท
  • บอน
  • เผือก
  • องุ่นแดง
  • สตรอว์เบอร์รี
  • ผักติ้ว
  • ผักเม็ก
  • ผักหวานป่า

หากต้องกินอาหารที่มีออกซาเลตสูง ควรทำอย่างไร ?
อาหารอย่างช็อกโกแลต น้ำชา โกโก้ ไม่ควรกินมากเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป ควรสลับไปรับประทานอาหารประเภทอื่นบ้าง

หากเป็นผัก ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนกิน กินเสร็จควรดื่มน้ำตามมาก ๆ จะทำให้สารออกซาเลตตกค้างในร่างกายน้อยลง และที่สำคัญควรรับประทานผักเหล่านี้คู่กับเนื้อสัตว์ด้วย

ไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจไหม ?

ไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจไหม ?

โรคหัวใจเป็นโรคที่มีที่มีผู้ป่วยเกิดเพิ่มขึ้นในทุกๆปี และยังเป็นโรคที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆอีกด้วย มีทั้งออกมารณรงค์ สร้างแคปเปญ ก่อตั้งกลุ่ม เป็นต้น เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายที่เปิดจากโรคหัวใจนี้

หัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาพักผ่อนเหมือนอวัยวะในร่างกายส่วนอื่นๆ โดยหัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ทำงานหนัก เป็นอวัยวะที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะหรือส่วนต่างๆในร่างกายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ร่างกายนั้นได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่ตลอดสม่ำเสมอซึ้งถ้าหากว่าหลอดเลือดที่เชื่อมโยงกันอยู่นั้นมีปัญหาเกิดขึ้นหรือมีการอุตตันที่เส้นเลือดจนทำให้สูบฉีดเลือดไม่ทันหรือผิดปกติจะมีผลทำให้หัวใจของเรานั้นทำงานหนักกว่าเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะหัวใจเฉียบพลันได้ โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจนั้นส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไรที่สามารถบงบอกได้ว่าเป็นโรคหัวใจโดยโรคหัวใจนั้นมักเกิดขึ้นอย่างกระทันหันหรือเฉียบพลันเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลย โดยโรคหัวใจหรือโรคที่เกี่ยวกับหัวใจนั้นแบ่งออกได้หลากหลายประเภทแต่โรคที่พบบ่อยที่สุดคือโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โดยปัยจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจนั้นได้แก่ กรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวของเรานั้นเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็มีความเสี่ยงสูงที่เราจะเป็นโรคหัวใจเหมือนกัน เพศ จากสถิติพบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจจะสามารถพบได้ในเพศผู้ หรือผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือหมดประจำเดือนแล้วมีความเสี่ยงโรคหัวใจมากเหมือนกัน

อายุ โดยอายุก็เป็นสิ่งสำคัญหรือเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจเหมือนกัน โดยผู้คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้น จะพบได้ว่าส่วนใหญ่เป็นโรคหัวใจ และด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของคนทั่วไปในปัจจุบันนั้น ทำให้เรานั้นพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงกว่าเดิมทุกวัน ในอนาคตอาจจะเป้นช่วยอายุ 30 ปี ที่คนส่วนใหญ่เป็นโรคหัวใจก็ได้

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัญหากวนใจ

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปัสสาวะเล็ด เมื่อต้อง ไอ จาม หัวเราะ รวมไปถึงการออกกำลังกาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย และมักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิง 1 ใน 5 หรือประมาณร้อยละ 25 โดยเพศหญิงจะมีอาการปัสสาวะเล็ดมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า และพบมากในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน,ผู้หญิงหลังคลอด,หรือผู้สูงอายุ

ปัสสาวะเล็ดเกิดจากการหย่อนยานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เมื่อมีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การไอ, จาม, หัวเราะ, ยกของหนัก, เกร็งหน้าท้อง, สะดุ้ง, ล้ม, ขึ้นลงบันได, กระโดด หรือวิ่ง พฤติกรรมดังกล่าวมาจะทำให้มีปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ และในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน ฮอร์โมนจะเริ่มลดลง บริเวณอุ้งเชิงกราน ที่ต้องมีเลือดไปเลี้ยงก็ลดลง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อลดลง ส่งผลให้การกลั้นปัสสาวะมีประสิทธิภาพลดน้อยลงไปด้วย

แนวทางการป้องกันและบรรเทาอาการปัสสาวะเล็ด จะสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม 8-10 แก้ว หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ คาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม รับประทานอาหารที่มีกากใย ลดหรือควบคุมน้ำหนักตัว งดการสูบบุหรี่ รวมไปถึงการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน คือ การฝึกขมิบช่องคลอด ,ฝึกขมิบค้างไว้ และนับ 1-10 แล้วคลายจากนั้นพัก 10 วินาที แล้วทำซ้ำ 10 ชุดต่อวัน และขมิบคลาย 10 ครั้ง 1 ชุด พัก 10 วินาที ทำ 10 ชุด ต่อวัน

ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการบริหารอุ้งเชิงกรานอย่างถูกต้องอย่างต่อเนื่องประมาณ 3 เดือน จะพบว่า อาการปัสสาวะเล็ดจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหากอาการปัสสาวะเล็ดไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยและได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถให้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพต่อไป

7 โรค ที่วัยทำงานต้องระวัง

หนุ่ม-สาวเต็มไปด้วยความฝันที่จะก่อร่างสร้างตัว เต็มที่กับการทำงาน เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการไม่ว่าจะเป็น ของใช้ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแม้แต่บ้านและรถ จนบางคนถึงกับทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มเติมมากขึ้น จนติดเป็นนิสัย แต่ทราบหรือไม่ การที่คุณทำงานหนักหรือเครียดเกินไปจะทำให้คุณมีภัยเงียบที่ร้ายกาจตามมาโดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งภัยเงียบเหล่านั้นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นั่นเอง แต่สำหรับโรคยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนอย่างเรานั้นจะมีโรคอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1. โรคกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำต้องระวังโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะการที่เราต้องใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ และมีการใช้งานข้อมือหนัก ๆ อย่างเช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือใช้เมาส์โดยเสียดสีกับโต๊ะตลอดเวลา ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในการเกิดโรคนี้ก็คือการใช้คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์แบบผิดท่าทางทำให้เกิดการกดทับ จนมีอาการชา เหน็บหรือปวดแสบปวดร้อน ตั้งแต่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือและอาจจะลามไปถึงหัวไหล่ได้

ซึ่งถ้าหากอาการเหล่านี้ยังไม่รุนแรงมากนัก สามารถรักษาได้ด้วยการประคบร้อนหรือกดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท และลองยืดเส้นยืดสาย นอกจากนี้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เม้าส์และคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ให้ถูกท่า แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรงจะต้องพบแพทย์เพื่อให้ดูแล ซึ่งการรักษาก็จะมีตั้งแต่การใช้ยาต้านอักเสบ ไปจนถึงการผ่าตัด

2. โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน
โรคนี้ถือว่าเป็นอีกโรคที่ใกล้ตัวไม่ว่าใครก็สามารถที่จะเป็นโรคนี้ได้ ด้วยสาเหตุที่ว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือนต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้นและวุ่นวายตลอดเวลา แถมยังต้องรับผิดชอบและทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน ซึ่งถ้าหากเรายังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบนี้ หรือยังต้องทำงานวนลูปแบบนี้ไปเรื่อย จะทำให้เราไม่สามารถจดจ่อกับอะไรนาน ๆ ได้ และกลายเป็นคนความอดทนต่ำ อีกทั้งยังทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดลงไปอีกด้วย

วิธีการป้องกันไม่ให้เรากลายเป็นคนสมาธิสั้นจากการทำงานได้นั้นก็คือ การพักผ่อน และบริหารเวลาให้เหมาะสม นอกจากนี้ควรลองหันมาคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ขณะทำงาน แต่ถ้าหากมีอาการหนักจนไม่สามารถโฟกัสงานใดงานหนึ่งได้เลย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรักษาอย่างจริงจัง

3. โรคตาพร่ามัว ตาแห้ง
ในปัจจุบันแทบจะไม่มีอาชีพไหน ที่ต้องทำงานโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ยิ่งสำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือนแล้วคงจะเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการจ้องจอคอมพิวเตอร์ แถมบางคนยังต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน จนทำให้กล้ามเนื้อตาล้า และมีอาการตาแห้ง ปวดตา ตาพร่าเบลอ และยิ่งถ้าหากคุณทำงานอยู่ในห้องแอร์ที่มีสภาพอากาศแห้งด้วยแล้ว จะต้องระวังเรื่องตาแห้งไว้เป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเกิดการอักเสบจะทำให้เป็นต้อลมได้

ด้วยเหตุว่าคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคุณไปแล้ว ฉะนั้นวิธีป้องกันโรคตาพร่ามัว ตาแห้งได้ดีที่สุด คือการหมั่นพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง ออกไปรีแลกซ์หรือมองสีเขียว ๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน

4. โรคอ้วน
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการทานเยอะ ๆ อย่างเดียว เพราะเฮอร์บาไลฟ์ เผยผลสำรวจใหม่เกี่ยวกับ “โภชนาการในที่ทำงาน” ว่ามนุษย์เงินเดือนนั้นเสี่ยงเป็นโรคอ้วน เพราะมีไลฟ์สไตล์แบบนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย และยิ่งไปกว่านั้นบางคนนั่งทำงานอยู่กับที่นาน ๆ ก็มักจะง่วงหรือหิวจนต้องหาขนมจุกจิกมารับประทานเล่น แถมยังไม่ได้ออกกำลังกาย จึงทำให้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วนได้ และนอกจากนี้ความเครียดก็สามารถทำให้ความอ้วนถามหาได้เช่นกัน เพราะสมองของเราจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งไปกระตุ้นให้เซลส์ไขมันในช่องท้อง ให้เก็บสะสมได้มากยิ่งขึ้น และอย่างที่เราทราบกันว่าถ้าหากเราเป็นโรคอ้วนนั้น จะเป็นบันไดขั้นต้นนำไปสู่สารพัดโรคอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันอุดตัน เป็นต้น

เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่กำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี โดยการขยับร่างเคลื่อนไหวร่างกาย ลุกออกจากที่นั่งทำงานทุก 1-2 ชั่วโมง เช่น เดินไปเข้าห้องน้ำ ไปคอฟฟี่เบรก เป็นต้น และพยายามงดทานจุบทานจิบระหว่างวัน รับประทานอาหารมื้อหลักแทน ถ้ารู้สึกหิวระหว่างวันควรเลือกเป็นทานผลไม้ หรือโยเกิร์ตแทนก็ได้

5. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ขอเสียงคนที่ต้องนั่งประชุมนาน ๆ หรือช่วงที่ไอเดียกำลังมาแบบพุ่งกระฉุดจนไม่กล้าลุกออกไปห้องน้ำหน่อยครับ! แต่ขอบอกเลยว่าพฤติกรรมแบบนี้ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำแบบอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นต้นเหตุทำให้คุณเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และสำหรับใครที่บอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลยเราก็แก้ด้วยวิธีการดื่มน้ำให้น้อยลงแทน จะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ แต่หารู้ไม่ว่าการดื่มน้ำน้อยก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้เช่นกัน เพราะเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายเรา ไม่ได้ถูกขับออกมาแถมยังเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนในร่างกายของเราอีกด้วย จนทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้ สำหรับอาการของโรคนี้เบื้องต้นเลย ก็คือปวดแสบบริเวณท้องน้อยเวลาปัสสาวะ รู้สึกปัสสาวะไม่สุด และปวดปัสสาวะบ่อย ๆ

ถ้าใครไม่อยากเป็นโรคนี้ต้องไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ หรือบ่อย ๆ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไปนะครับ โดยคุณควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร

6. ออฟฟิศซินโดรม
โรคนี้เกิดจากหลายสาเหตุมาก เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำ ๆ ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานไม่เหมาะสม จนทำให้คุณเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อแบบธรรมดา ๆ ทั่วไปจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง รวมไปถึงอาการชาที่บริเวณแขนหรือมือ จากการที่เส้นประสาทส่วนปลายถูกกดทับอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

ดังนั้นคุณควรป้องกันไม่ให้เกิดออฟฟิศซินโดรมได้ด้วยวิธีการออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสม เช่น คนที่ปวดไหล่เป็นประจำ ลองทำท่าบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ โดยการยกไหล่ขึ้นไปจนสุด แล้วเกร็งค้างไว้ นับ 1-10 จากนั้นกดไหล่ลงไปให้สุด แล้วเกร็งค้างไว้ นับ 1-10 หรือแม้แต่ยืดเหยียดหรือเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างน้อยทุก ๆ 1 ชั่วโมง

7. โรคซึมเศร้า
หนึ่งในโรคที่เรามักจะพบได้มากขึ้นในสภาวะสังคมเมืองในปัจจุบัน โดยโรคนี้จะส่งผลกับสภาพจิตใจมากกว่าระบบร่างกายของเราโดยตรง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ เริ่มมาจากสภาพความเครียด ความกดดัน และความสัมพันธ์ทางด้านสังคมภายในองค์กรที่อาจจะสร้างแรงตึงเครียดขึ้นกับเพื่อนร่วมงาน คนอื่น ๆ จนสะสมมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นภาวะซึมเศร้าในที่สุด ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์เพื่อให้อาการดีขึ้นและหายในที่สุด รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต และให้ความร่วมมือกับนักจิตบำบัดในการรักษา และนอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถรับมือได้ด้วยตนเองโดยไม่ตั้งเป้าหมายการทำงานที่ยากเกินไป วางแผนสิ่งที่ต้องทำให้เป็นระเบียบในแต่ละวันจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ เขียนบันทึกระบายความรู้สึกออกมาบ้าง ออกกำลังกายผ่อนคลายความเครียดซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราก้าวผ่านโรคนี้ไปได้นั่นเอง

การทำงานหนักก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่การที่เราทำงานหนักเกินไปจนสุขภาพร่างกายแย่ก็จะส่งผลกระทบกับตัวเราได้ในหลาย ๆ ด้าน แทนที่เราจะนำเงินที่หามาได้ไปใช้จ่ายอย่างมีความสุข อาจจะต้องมาใช้จ่ายในเรื่องค่ายา ค่ารักษาพยาบาลแทนได้ เพราะฉะนั้นสำหรับมนุษย์เงินเดือนคนไหนที่ทำงานหนักมากไป ก็อย่าลืมหาเวลาผ่อนคลายไปพักผ่อน ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

นอนไม่หลับ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ

                ปัญหาสุขภาพจิตบางครั้งส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับ ทำให้ผู้ป่วยหลายรายที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียระหว่างวัน ไม่มีสมาธิทำงานหรือเรียนหนังสือ ขณะที่ปัญหาดังกล่าวสามารถจัดการได้ โดยการสำรวจตัวเองถึงความคิดที่มักทำให้นอนไม่หลับ หรือปรึกษาคนรอบข้าง รวมไปถึงปรึกษาแพทย์ หากพบว่าไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยตนเอง

ปัญหาสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับอย่างไร?

ผู้ป่วยที่กำลังประสบปัญหาสุขภาพจิต มีหลายรายได้รับผลข้างเคียงคืออาการ “นอนไม่หลับ” ซึ่งอาจมาจากความคิดภายในจิตใจ ความวิตกกังวล อารมณ์ หรือความรู้สึก โดยอาการทางจิตเวชที่ส่งผลให้นอนไม่หลับนั้นมีหลายอย่าง เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ เป็นต้น

การแก้ไขปัญหานอนไม่หลับในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต

1.สำรวจตัวเอง

หากพบว่าตนเองมีปัญหานอนไม่หลับ ต้องสำรวจก่อนว่าอะไรคือสาเหตุ โดยการสังเกตว่าเวลานอนไม่หลับมักคิดถึงเรื่องอะไร หากคิดถึงเรื่องนั้นทุกครั้งเวลานอน เป็นไปได้ว่าความคิดนั้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้นอนไม่หลับ แก้ไขได้โดยการเบี่ยงเบนความคิดแต่ถ้าหากไม่สามารถทำได้ควรปรึกษาคนรอบข้าง และถ้าหากไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ตามลำดับ

2.ปรับยา

ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตบางรายมีโรคประจำตัวที่อยู่ระหว่างการรักษา เช่น โรคซึมเศร้า ซึ่งการนอนไม่หลับอาจเป็นอาการหนึ่งของโรค แพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับ แต่ถ้าหากพบว่าเริ่มนอนไม่หลับทั้งที่กินยาตามแพทย์สั่งเป็นประจำ อาจต้องแก้ไขโดยการปรับยา ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อปรับยาภายใต้การวินัจฉัยของแพทย์ ไม่ควรปรับยาเอง

3.ปรึกษาคนรอบข้าง

หากพบว่านอนไม่หลับจากความเครียด ความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ควรหาที่ปรึกษา อาจเป็นคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างที่ไว้ใจได้ เพื่อระบายความในใจ อาจช่วยให้ดีขึ้น แต่ถ้าหากพบว่าไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ต่อไปตามลำดับ

4.ปรึกษาแพทย์

สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตทำให้นอนไม่หลับ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง อาจปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ช่วยวินัจฉัยถึงสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ รวมถึงแก้ปัญหาได้ถูกจุด โดยการรักษาตามอาการของผู้ป่วย

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากนอนไม่หลับ

1.หลีกเลี่ยงการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์

พบว่าบางรายเมื่อนอนไม่หลับมีการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เช่น มีการใช้ยาแก้แพ้ ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำ แต่ควรรักษาให้ถูกจุดจะดีที่สุด

2.อย่าตั้งใจนอน

ผู้ที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ มักมีพฤติกรรมตั้งใจนอนหรือบังคับตัวเองให้นอนหลับ แต่การกระทำแบบนั้นยิ่งส่งผลให้นอนไม่หลับ เพราะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการนอน ทางที่ดีควรนอนสบาย ๆ โดยไม่ต้องฝืนตัวเองให้หลับ เมื่อร่างกายพร้อมที่จะหลับหรือง่วงก็จะหลับไปเองโดยธรรมชาติ

3.ไม่ปรับยาเอง

ผู้ป่วยทางจิตเวชอาจต้องได้รับยาเพื่อให้นอนหลับปกติ แต่ถ้าหากพบปัญหานอนไม่หลับ ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อทำการปรับยา แต่ไม่ควรปรับยาเอง

4.อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว

หากพบว่าตนเองนอนไม่หลับจากความคิดภายในจิตใจ อาจเป็นเรื่องราวในอดีตและอื่น ๆ ควรหาที่ปรึกษา อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียวเพราะจะทำให้เกิดความเครียด ซึ่งนำไปสู่อาการทางจิตเวชที่รุนแรง อาจปรึกษาคนรอบข้างหรือปรึกษาแพทย์